ถ่ายสินค้าให้ดูแพง ขายได้ขายดี SME ก็ทำเองได้ ด้วยเทคนิคขั้นเซียนจาก Snappix

246

ยุคนี้ใครๆ ก็ขายของออนไลน์ แต่ด้วยข้อจำกัดโลกออนไลน์ “ลูกค้าไม่มีโอกาสได้จับสินค้าของจริง” พอลูกค้าไม่ได้เห็นสินค้าจริง ส่งผลให้ความเชื่อมั่น ความเชื่อใจ ความเชื่อถือ ลดลง ซึ่งถ้าคุณจะขายของออนไลน์ให้ได้ยอดขายดี ภาพถ่ายสินค้าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก คุณสแนป – เกียรติชัย หงษ์วิเศษ CEO & Founder Snappix Co.,Ltd. ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งเพจ Snappix เพจแชร์ความรู้และแนวคิดทักษะการถ่ายภาพแบบง่ายๆ ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 120,000 คน  และช่างภาพโฆษณาและที่ปรึกษาธุรกิจให้กับองค์กรรัฐและเอกชนมากกว่า 20 แห่ง ได้มาร่วมแบ่งปันความรู้และแชร์เทคนิคในการถ่ายภาพสินค้าให้ดูแพง จนขายได้ขายดี ซึ่งเขาเชื่อว่าเรื่องการถ่ายภาพให้เป็นเรื่องง่าย SME ก็ทำเองได้อย่างมืออาชีพ


ความแตกต่างของช่างภาพสายคอมเมอร์เชียล VS ช่างภาพสายต่างๆ

สายงานช่างภาพถือเป็นอาชีพที่มีการแตกแขนงกันหลากหลาย หลายคนอาจจะเคยได้ยินมา ที่คุ้นหูและพบเห็นบ่อยก็อย่างช่างภาพเวดดิ้ง ช่างภาพรับปริญญา ช่างภาพสำนักข่าว ช่างภาพประจำสื่อต่างๆ ช่างภาพโฆษณา จนกระทั่งช่างภาพทำงานเชิงศิลปะ ฉะนั้นเริ่มแรกเลยอยากชวนมาทำความรู้จักสายงานช่างภาพให้มากขึ้น

คุณสแนป – เกียรติชัย หงษ์วิเศษ แห่ง Snappix ถือเป็นช่างภาพมืออาชีพที่ผ่านประสบการณ์ทำงานมายาวนานมากกว่า 10 ปี และจับกล้องรับงานถ่ายภาพอย่างโชกโชน ตามที่กล่าวข้างต้นเขาผ่านมาเกือบหมด และได้แชร์ประสบการณ์ตรงจากภาคสนาม เกี่ยวกับความแตกต่างของช่างภาพสายต่างๆ ไว้ว่า ช่างภาพแต่ละสายจะมีรายละเอียด มีโจทย์ที่แตกต่างกัน โดยแบ่งออกเป็น 3 สายด้วยกัน


1. ช่างภาพทั่วไป สายงานที่ไม่ได้จับงานด้านใดด้านหนึ่งเป็นเฉพาะเจาะจง เพราะเริ่มจากความสนใจ สนองความฝันความต้องการของตัวเอง ซึ่งก็แตกแขนงไปในสายงานด้านทางการถ่ายภาพแต่งงาน งานรับปริญญา เป็นอาทิ เรียกว่าสายงานแบบ B2C (Business to Customer) เป็นตลาดที่เข้าถึงง่าย 

2. ช่างภาพข่าว หรือ Journalism การถ่ายภาพของสายนี้จะใช้ในการทำคอนเทนต์ เช่น ภาพข่าวกีฬา ภาพข่าวอาชญากรรม เป็นต้น จึงรู้สึกว่าช่างภาพข่าวมีความเฉพาะทางอย่างมาก 


3. ช่างภาพคอมเมอร์เชียล หัวใจหลักของการถ่ายภาพคอมเมอร์เชียลก็เพื่อการขาย การโฆษณา ทำให้ธุรกิจสามารถเดินต่อไปได้ โดยมีหลักการคิดการทำงาน คือทำอย่างไรก็ได้ให้ ‘สินค้าที่ถ่ายเกิดความน่าสนใจ และมี Value’ นี่คือหน้าที่ของช่างภาพคอมเมอร์เชียล 


ดังนั้น สิ่งที่ต่างออกไปคือ ‘การถ่ายภาพคอมเมอร์เชียล เป็นการถ่ายภาพที่ทำให้สิ่งที่ไม่มีชีวิตสักอย่างหนึ่ง กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีตัวตน’







เราอยู่ในยุคที่การถ่ายภาพไม่จำกัดแค่ช่างภาพอีกต่อไป


นี่คือเบื้องต้นของสายงานช่างภาพ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้เป็นข้อมูลในการเลือกช่างภาพให้เหมาะกับงาน แต่ทว่า หากใครอยากจะเป็นคนที่ถ่ายภาพคอมเมอร์เชียล คุณสแนปพูดเอาไว้อย่างน่าสนใจ ยุคนี้ใครจะเป็นก็ได้ ว่าไม่จำเป็นจะต้อง ช่างภาพอาชีพมาก่อนเท่านั้น เพราะอุปกรณ์และความรู้ต่างๆ เข้าถึงง่ายมาก

หากได้ติดตามเพจ Snappix เมื่อประมาณ​ 5 ปีที่แล้วคุณสแนปได้แชร์มุมมองเกี่ยวกับเทรนด์การถ่ายภาพเอาไว้ว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค ‘Individual Photographer’ 

เชื่อว่าคำนี้อาจยังไม่คุ้นกัน แต่ราวกับว่าเจ้าสำนัก Snappix ทำนายเอาไว้อย่างกับตาเห็น ซึ่งตอนนั้นได้อธิบายนิยามของ Individual Photographer เอาไว้ว่า คือยุคที่ทักษะการถ่ายภาพที่มีคุณภาพ จะไม่ได้ถูกจำกัดแค่เพียงช่างภาพมืออาชีพอีกต่อไป ผู้คนในสายอาชีพเฉพาะทางก็จะมีความสามารถในการถ่ายภาพมากขึ้น สามารถครีเอตหรือนำเสนอภาพถ่ายในแบบที่ต้องการได้

เขาเริ่มสังเกตจากครั้งที่เปิดสอนถ่ายภาพในปีแรกๆ ซึ่งผู้ที่มาเรียนนั้นส่วนมากเป็นคนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นแม่ค้า พนักงานบริษัท ทนายความ หมอ จนกระทั่งวิศวะ ไม่ใช่เฉพาะช่างภาพเท่านั้น

โดยเหตุผลที่มาเรียนนั้นเหมือนกันคือ นอกจากมาเป็นความสนใจส่วนตัวแล้ว ยังเพื่อนำไปปรับใช้กับงานหลักของแต่ละคน เช่น บางทีหมอต้องมีการถ่ายภาพประกอบรีพอร์ต พอภาพไม่ดีก็สื่อออกไปได้ไม่ดี วิศวะเวลาที่ลงไซต์งานก็ต้องถ่ายภาพเพื่อทำรีพอร์ตเช่นกัน จึงเห็นทิศทางนี้มากขึ้น

มาถึงตรงนี้คงพอจะมองได้ว่า ข้อได้เปรียบของคนที่จะพัฒนาตัวเองสามารถเป็น Individual Photographer ข้อแรกคือการที่เรารู้จักสินค้าตัวอย่างลึกซึ้ง ถ่องแท้ เลยทำให้ต่อยอดได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด มีลูกศิษย์ของคุณสแนปคนหนึ่งเป็นแม่ค้าออนไลน์ โดยเป็นตัวแทนขายสกินแคร์แบรนด์หนึ่ง หลังจากที่เรียนถ่ายภาพ แรกๆ ก็ถ่ายรูปโพสต์ลง IG ของตัวเองตามปกติ แต่พอถ่ายไปถ่ายมา ด้วยแนวทางการถ่ายภาพที่โดดเด่นราวกับช่างภาพอาชีพ จึงเริ่มมีคนจ้างถ่ายรูปสินค้า ปัจจุบันกลายเป็นช่างภาพสกินแคร์ ซึ่งทำมาเพียง 7 เดือนแต่มีรายได้แตะหลักล้านแล้ว แม้รับถ่ายเพียง 1,000 กว่าบาทต่อเซ็ต

“ต่อไปจะเริ่มมีช่างภาพที่ถ่ายงานตามความถนัดของตัวเองมากขึ้น แม่ค้าออนไลน์ที่ขายสกินแคร์ แล้วถ่ายภาพเฉพาะสินค้าสกินแคร์อย่างเดียวมาได้ขนาดนี้ คนวงการอื่นก็สามารถทำได้ไม่ต่างกัน ล้วก็ค่อยๆ เป็นอย่างนั้นจริงๆ เช่นบางคนถนัดทำอาหาร ก็อาจจะถ่ายอาหารได้ดีกว่าคนที่เป็นช่างภาพอาชีพ ยิ่งเทคโนโลยีและความรู้สามารถเข้าถึงได้ง่าย ไม่แปลกหรอกครับที่จะเกิด Inspire ให้ทุกคนสนุกและจริงจังกับการถ่ายภาพ”

อัปสกิลการถ่ายภาพสินค้าให้ดูดีจนยอดปัง

คุณสแนปได้ตั้งเป้าหมายที่จะผลิต Individual Photographer ให้ได้ 500 คน ที่ผ่านมาเขาก็แบ่งปันความรู้ให้กับผู้สนใจในการถ่ายภาพมาไม่น้อย รวมทั้งในงานสัมมนา Big Camera (ชื่องาน) ที่ผ่านมา ได้แชร์ความรู้และเทคนิคแก่ผู้ประกอบการ SMEs กว่า 100 คน เพื่อติดอาวุธในการถ่ายภาพสินค้าให้มีความดึงดูใจ ดูดี ดูแพง ช่วยสร้างยอดขายให้ดีขึ้น ซึ่งพื้นฐานสำคัญที่ต้องรู้มีดังนี้ 

ข้อ 1. ต้องมีสายตาแบบช่างภาพ ประเด็นแรกถ้าอยากถ่ายภาพเป็น ต้องฝึกการมองแบบช่างภาพให้ได้ก่อน หมายถึงเวลาถ่ายภาพ สายตาช่างภาพจะมองหามุมมองที่น่าสนใจที่พรีเซนต์ได้ เช่น ตาของจะเห็นแสง สี เส้น และจังหวะการเล่าเรื่อง ซึ่งเรียกว่าสายตาของช่างภาพ ถ้าถ่ายภาพสินค้า มุมมองแบบช่างภาพจะคิดว่า สินค้าจะสวยได้อย่างไร สเน่ห์อยู่ตรงไหน ฟีลลิ่งเป็นอย่างไร มีสีมีลูกเล่นอะไรบ้าง กลุ่มลูกค้าเป็นใคร เป็นต้น

2. ความรู้เรื่องเชิงเทคนิคอล เช่น แสงแบบไหนที่เหมาะ จัดองค์ประกอบอย่างไร เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถฝึกฝนกันได้


วิธีคิดการถ่ายสินค้าเพื่อโฆษณาแบบ Snappix

หลักการคิดในการถ่ายภาพสินค้าเพื่อการโฆษณามีอะไรบ้าง เรื่องนี้คือคำถามที่สำคัญไม่น้อยในการจะได้ภาพสักภาพไปใช้เพื่อสร้างยอดขายให้กับธุรกิจของตัวเอง โดยผู้ก่อตั้งเพจ Snappix ได้ให้แนวคิดที่ต้องรู้แก่ผู้ประกอบการ ก่อนจะลงมือถ่ายภาพสินค้าสักชิ้นเพื่อโฆษณา ซึ่งมี 3 ข้อด้วยกัน

1. ภาพสินค้าเท่ากับเซลส์ 1 คน อารมณ์เหมือนเราซื้อของ เวลาที่คุยกับคนขายแล้วถูกใจ คุยได้อย่างตรงใจ มันซื้อง่ายขึ้น เช่นเดียวกัน เวลาที่ถ่ายภาพก็ควรมองว่าภาพเป็นพนักงาน 1 คน ว่าเราจะให้เซลส์คนนี้ไปคุยกับใคร พาสินค้าไปบอกต่อหน้าลูกค้าว่า ของชิ้นนี้เหมาะสมกับราคา กับคุณค่าที่จะได้หรือไม่

2. ภาพต้องเจาะเฉพาะกลุ่ม ไม่หว่านแห สินค้าอาจจะขายได้ทุกกลุ่ม แต่การนำเสนอต้องทีละกลุ่มเท่านั้น เช่น ครีมใช้ได้ตั้งแต่ผู้หญิงอายุ 25-60 ปี ถ้าจะนำเสนอภาพต้องกำหนดชัดเจน ว่าภาพที่สื่อสารคือผู้หญิงวัยไหน มันจะตรงกลุ่มมากขึ้น เป็นต้น

3. การสื่อสารของภาพเป็นเครื่องมือที่สร้างการจดจำจนเกิดแบรนด์ได้ ภาพเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่เกิดแบรนด์ ต้องเริ่มจากการคิดว่ามีโจทย์อะไร จะเล่าอะไร เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างถูกทิศถูกทางมากขึ้น ใน Short Term เราจะเห็นภาพเพื่อการขาย แต่ใน Long Term เมื่อเราโพสต์ภาพหรือใช้ภาพบ่อย สิ่งที่จะเกิดคือการจดจำ

นอกจากนั้นหลักคิดที่สำคัญอีกข้อคือ อย่ามองภาพถ่ายแค่ภาพถ่าย หลายคนเวลาที่ถ่ายรูปสินค้า มักจะหยิบกล้องขึ้นมาแล้วถ่ายเลย หรือใช้วิธีการคิดว่าจะปั้นรูปอย่างไรให้สวย แต่จริงๆ แล้วความหมายในการถ่ายรูปคือ ภาษา ภาพนี้เล่าอะไร คนเห็นแล้วเข้าใจอย่างไร ให้มองภาพเป็นข้อความอันหนึ่ง เช่น ต้องการถ่ายให้เห็นดีเทลเย็บกระเป๋า Messege เพื่อบอกว่ากระเป๋าเราเย็บ ละเอียดมาก มุมมองที่ต้องถ่ายก็ต้องซูมกล้องเพื่อให้เห็นรอยเย็บ เป็นต้น

เจาะเทคนิคการถ่ายภาพสินค้าแบบมืออาชีพ

หลังจากที่คุณสแนปได้เล่าถึงเทรนด์การถ่ายภาพ Individual Photographer จนมาถึงหลักในการคิดสำหรับถ่ายภาพสินค้าให้ดูดี เพื่อการโฆษณาที่จะสามารถสร้างยอดขายให้มากขึ้นได้ไปแล้ว มาถึงขั้นตอนปฏิบัติ โดยได้เผยถึงเทคนิคที่บรรดาช่างภาพอาชีพลงมือถ่ายภาพกัน

ข้อ 1 ฉาก การจัดการฉากอย่างแรกคือ โจทย์คืออะไร ถ้าถ่ายภาพสินค้าเด็ก ฉากแบบเห็นเด็กจะอิน ก็ต้องเป็นฉากสีพาสเทล สีสันสดใส หรืออยากให้หรูหรา อาจจะใช้เป็นฉากหินอ่อน ถ้าอยากให้ดูมีความแข็งแกร่งแบบผู้ชายก็ใช้ปูนเปลือย หลักในการเลือกฉาก ก็ต้องขึ้นอยู่กับคาแรกเตอร์หรือโจทย์เพื่ออะไร แล้วค่อยเลือกใช้กับสิ่งนั้น


สำหรับฉากที่นิยมใช้ในการถ่ายภาพสินค้าหลักๆ มี 2 รูปแบบ ได้แก่ 1. สี ฉากสีจะให้คืออารมณ์ของสีนั้น เช่น สีเหลืองคือสดใส สีชมพูคืออ่อนหวาน สีฟ้าคือสบาย สดชื่น สีเขียวก็ออกแนวธรรมชาติและสดชื่นหน่อย สีครามดูครึม น่าค้นหา 2. ฉากที่มีลวดลาย เช่น ฉากปูนเปลือยให้ความดิบ ฉากหินอ่อนให้ความหรูหรา ฉากไม้ให้ความเป็นกันเอง

ข้อ 2 แสง แสงทำให้ภาพน่ามอง มีมิติในการมองเห็น แสงที่มีคุณภาพจะทำให้ภาพสวย โดยหลักๆ มีการใช้แสงอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน คือ 

1. แสงแข็ง ลองนึกถึงแสงแดดจ้าๆ ที่มีเงา มีคอนทราสต์จัด จึงให้ความรู้สึกมีพลัง มีการเคลื่อนไหวและเกิดแรงกระตุ้น ทำให้ภาพดูมีชีวิตชีวา 

และ 2. แสงนุ่ม เป็นแสงพื้นฐานที่เป็นมิตรกับสินค้าแทบทุกอย่าง แสงนุ่มคือแสงที่ผ่านการกรอง เช่น ผ่านหน้าต่างเข้ามา ซึ่งจะเกิดเงาที่น้อยกว่าแสงแข็ง ทำให้ฟีลลิ่งภาพดูละมุนละไม

นอกจากนี้ยังมีเรื่องทิศทางแสง โดยปกติการถ่ายภาพสินค้านิยมใช้แสงข้าง และแสงหลัง เพราะว่าจะเกิดเงาขึ้น ซึ่งเงานั้นมีบทบาทให้เกิดเป็นมิติความลึก ภาพจึงดูมีไดนามิก 

ในส่วนของแหล่งกำเนิดแสง ที่ใช้สำหรับการถ่ายภาพมีอยู่ 3 ชนิด 

1. แสงธรรมชาติ ซึ่งใช้ได้ฟรี แล้วยังเป็นแสงที่สวยที่สุด แต่ข้อเสียคือต้องอยู่ในเวลาของมัน แล้วจะไม่ได้ความสม่ำเสมอ 

2. ไฟต่อเนื่อง ข้อดีคือจัดการได้ง่าย สามารจัดแสงให้เป็นแสงแบบแข็งหรือแสงแบบนุ่มก็ได้ แต่ต้องลงทุนซื้อ หัวหนึ่งราคาก็หลายพันบาท และยังต้องใช้ความรู้ในการจัดวาง ซึ่งหลักการก็จากเรื่องทิศทางของแสงนั่นเอง

3. แสงแฟลช คล้ายกับไฟต่อเนื่อง แต่ให้คุณภาพแสงดีกว่า เนื่องจากมีกำลังไฟที่สูง ทำให้ภาพถ่ายมีความคมชัด แต่ก็แลกด้วยราคาที่แพงกว่าไฟต่อเนื่อง และการใช้งานที่ยากกว่า เพราะต้องเรียนรู้การปรับค่าต่างๆ

ข้อ 3. พรอพ เป็นสิ่งที่ช่วยให้เล่าเรื่องราวของสินค้าให้ชัดเจนขึ้น ซึ่งการเลือกพลอพกับสินค้ามีเทคนิคเหมือนกับการเลือกใช้ โจทย์คืออะไร เอาให้ใครเห็น ถ้าสมมติโจทย์คือ ฟีลแบบญี่ปุ่น พรอพก็ต้องเป็นต้องหาไม้ม้วนซูชิเข้ามา ฉากแบบญี่ปุ่น ถ้าถ่ายภาพเพื่อทำโปรโมชั่นช่วงปีใหม่ อะไรสื่อถึงความเป็นปีใหม่บ้าง ริบบิ้นสีแดง ทอง ขาว เป็นต้น ถ้าคิดและมีดีเทลมากพอ ภาพจะชัดมากว่าต้องใช้พรอพอะไรบ้าง

ข้อ 4. องค์ประกอบภาพและมุมกล้อง เป็นเรื่องของความลงตัวในการถ่ายภาพ เทคนิคการจัดองค์ประกอบของสินค้า ฉาก และพรอพ ให้สอดคล้อง มีการเล่าเรื่องราว ง่ายที่สุดเลยคือ 1. เอาสินค้าไว้กลางเฟรม พรอพจะไม่แย่งซีนเลย ไม่ว่าจะถ่ายมุมตรง มุมข้าง หรือมุมท็อป  และ 2. ใช้หลักการกฏ 3 ส่วน ซึ่งจะช่วยให้มีสเปซในการเล่นเพิ่มขึ้น

นอกจากนั้นเรื่องของมุมกล้องก็มีส่วนสำคัญในการทำให้สินค้าดูดีและโดดเด่น โดยมุมกล้องที่มักใช้กันคือ 1. มุมตรงหรือมุมระนาบ คือตำแหน่งที่วางกล้องส่องตรงไประดับเดียวกับสินค้า ข้อดีของมุมนี้คือแสดงรายละเอียดสินค้าที่มีลักษณะทรงสูงหรือดีเทลของสินค้าตรงด้านข้าง

2. มุมเฉียง เรียกว่าเป็นมุมมาตรฐานที่ถ่ายได้กับทุกสินค้า ซึ่งเป็นมุมที่จะเห็นทั้งบริเวณด้านบนของสินค้า ด้านข้างของสินค้า และ 3. มุมท็อป มุมที่ต้องตั้งให้กล้องอยู่เหนือด้านบนสินค้าขึ้นไป ข้อดีเป็นมุมที่จะถ่ายสินค้าของแบนก็ได้ จัดการองค์ประกอบได้ง่าย เพราะเนื่องจากมันไม่มีระยะหลัง วางของกับโต๊ะเลย


ทั้งหมดคือเทคนิคขั้นเซียนในการถ่ายภาพสินค้าเพื่อการโฆษณาจากคุณสแนป แห่ง Snappix