เพิ่มยอดขาย ขยายตลาด ด้วยโฆษณาบน Google

673

 Google AdWords ถือเป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งที่คุณไม่ควรมองข้ามโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับยุคแห่งการขายของ สินค้า บริการ บนออนไลน์ในปัจจุบัน  ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มรายได้ในธุรกิจแล้วยังสามารถสร้างฐานกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆให้ธุรกิจของคุณขยายเติบโตขึ้นได้อีกด้วย ในครั้งนี้ เราได้เชิญ อ.เบิร์ด ภกรณ์ มลสิริเรืองเดช   1 ใน 4 สุดยอดผู้เชี่ยวชาญประจำประเทศไทย ด้าน Google Adwords  แต่งตั้งโดย Google Asia Pacific และ ผู้ก่อตั้ง Ads Now – Online Marketing Agency  ได้มาแนะนำ 4 เครื่องมือการตลาดที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดของ Google ใน ปี 2019พร้อมนำไปปรับใช้กับธุรกิจทุกรูปแบบ

“สิ่งแรกก่อนทำ Google Ads คือต้องทำความเข้าใจมันก่อน เข้าใจถึงพฤติกรรมผู้บริโภค เข้าใจ Keyword ของเขา เข้าใจเครื่องมือที่จะมาสนับสนุนการทำ Google Ads. ถ้าเราเข้าใจองค์ประกอบเหล่านี้อย่างครบถ้วน นั่นแหล่ะ คือจุดเริ่มต้นในการเพิ่มยอดขายของคุณ”

Highlight

  • Conversion  Tracking เป็นวิธีการตรวจสอบวัดผลการทำการตลาดช่องทางออนไลน์ต่างๆ (บทความนี้ขอกล่าวถึง Google Adwords) เพื่อให้เรารู้ว่าการทำโฆษณา ทำการตลาดของเราประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย (Goal) ที่ตั้งเอาไว้หรือเปล่า
  • Landing Page คือหน้าโฆษณาที่เป็นหน้า Landing หรือว่าหน้าจอด หน้าแรกหลังจากที่คนเขาคลิกโฆษณาเข้ามาหาคุณ เช่น ถ้าเขา Search เขาคลิกโฆษณา หน้าแรกนั้นที่เขาเจอคือ หน้า Landing Page ซึ่งหน้า Landing Page ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นหน้า Home มันเป็นหน้าหน้าหนึ่งที่เราจะสร้างขึ้นมาต่างหากสำหรับการขายของใน Keyword ที่เราเลือกอย่างเดียวก็ได้เหมือนกัน อันนี้ก็คือหน้า Landing Page
  • แนวคิดสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของการทำ Google Adwords Search Advertising หรือว่าการโฆษณาติดหน้าแรก Google ก็คือ “การตอบให้ตรงคำถาม” หมายความว่า ถ้าเค้า search อะไร text ad เราควรจะตอบคำถามนั้น หรือเรียกว่า relevancy ถ้าเราทำข้อความโฆษณาให้ relevancy ก็จะส่งผลให้ Quality Score ดีขึ้น และทำให้ค่าคลิก และอันดับโฆษณาของเราดีขึ้นตามๆกัน
  • SEM รูปแบบ Search Advertising หรือ ทำการตลาดด้วยโฆษณา รูปแบบนี้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในลักษณะของ PPC (Pay Per Click) ซึ่งเราจะต้องจ่ายเงินก็ต่อเมื่อมีคนเข้ามาคลิกในเว็บไซต์ที่เราโฆษณาเท่านั้น โดยวิธีนี้จะนิยมใช้กันมากในต่างประเทศ

OAIM หัวใจสำคัญที่สุดของการทำการตลาดออนไลน์

  • Objective  (วัตุประสงค์ในธุรกิจ) ต้องเป็นสิ่งที่วัดผลได้ (KPI) มีเป้าหมายที่ชัดเจน
  • Audiences (กลุ่มเป้าหมาย) แยกเป็นภาคธุรกิจ คือเราต้องหาว่ากลุ่มคนที่เราต้องการมี Lifestye ไหนที่ตรงกับธุรกิจเรา  และภาคโฆษณา เช่นการเลือกใช้ Keyword ให้ตรงกับสินค้าและธุรกิจของเรา
  • Identity & Content  แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ หน้าตาของเว็บไซต์ที่ลงสินค้าและบริการต่างๆ การทำวิดีโอ การทำคอนเทนต์ที่น่าสนใจ แต่เราต้องรู้ว่าลูกค้าเราเป็นกลุ่มไหนเราก็ต้องทำออกมาให้เป็นแบบนั้น และ หน้า Landing Page 

(Landing Page คือหน้าโฆษณาที่เป็นหน้า Landing หรือว่าหน้าจอด หน้าแรกหลังจากที่คนเขาคลิกโฆษณาเข้ามาหาคุณ เช่น ถ้าเขา Search เขาคลิกโฆษณา หน้าแรกนั้นที่เขาเจอคือ หน้า Landing Pageซึ่งหน้า Landing Page ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นหน้า Home มันเป็นหน้าหน้าหนึ่งที่เราจะสร้างขึ้นมาต่างหากสำหรับการขายของใน Keyword ที่เราเลือกอย่างเดียวก็ได้เหมือนกัน อันนี้ก็คือหน้า Landing Page)

  • Measurement & Optimisation (การวัดผลและการปรับปรุง) การตัดสินผลมาจาก “ลูกค้า” ซึ่งมันจะมีตัวเลขรายงานจากการโฆษณา  ซึ่งในส่วนนี้เป็นส่วนสำคัญในการทำโฆษณาที่ไม่ควรละเลย ในเรื่องการอ่านตัวเลขวัดผล เพื่อทำมาใช้ปรับปรุงต่อไป

Keyword Insertion คืออะไร 

แนวคิดสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของการทำ Google Adwords Search advertising หรือว่าการโฆษณาติดหน้าแรก Google ก็คือ “การตอบให้ตรงคำถาม” หมายความว่า ถ้าเค้า search อะไร text ad เราควรจะตอบคำถามนั้น หรือเรียกว่า relevancy ถ้าเราทำข้อความโฆษณาให้ relevancy ก็จะส่งผลให้ Quality Score ดีขึ้น และทำให้ค่าคลิก และอันดับโฆษณาของเราดีขึ้นตามๆกัน

ยกตัวอย่าง เช่น เค้าถาม ทัวร์เกาหลี ราคา text ad เราก็ควรเป็น ทัวร์เกาหลี ราคา แต่ถ้าเค้าถาม ทัวร์เกาหลี 5 วัน text ad เราก็ควร มีคำว่า ทัวร์เกาหลี 5 วัน ซึ่งความท้าทายของเราก็คือ จะทำให้เราจำเป็นต้องแยก Adgroup จำนวนมาก เพื่อทำให้เกิดความ relevancy หรือตอบให้ตรงคำถามอย่างที่ว่า

ดังนั้น Keyword Insertion จึงเป็นคำตอบ Keyword Insertion คืออะไร?

Keyword Insertion คืออะไร เทคนิคในการทำให้ Text Ad เปลี่ยนไปตาม Keyword ที่ search เจอ ยกตัวอย่างเช่น

ถ้าคนพิมพ์ค้นหามาเจอ keyword ว่า ทัวร์เกาหลี 5 วัน >> ข้อความโฆษณาก็จะเป็นคำว่า ทัวร์เกาหลี 5 วัน

แต่ถ้าคนพิมพ์ค้นหามาเจอ keyword ว่า ทัวร์เกาหลี ราคาถูก >> ข้อความโฆษณาก็จะเป็นคำว่า ทัวร์เกาหลี ราคาถูก เป็นต้น

Search Engine Marketing (SEM) เครื่องมือการตลาดออนไลน์ที่ได้ผลดีที่สุดตลอดกาล

โดยปกติแล้ว SEM จะเป็นการทำการตลาดออนไลน์ที่ใช้ 2 วิธีการหลัก คือ

Search Advertising หรือ ทำการตลาดด้วยโฆษณา รูปแบบนี้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในลักษณะของ PPC (Pay Per Click) ซึ่งเราจะต้องจ่ายเงินก็ต่อเมื่อมีคนเข้ามาคลิกในเว็บไซต์ที่เราโฆษณาเท่านั้น โดยวิธีนี้จะนิยมใช้กันมากในต่างประเทศ

Organic Search เป็นการทำตลาดด้วย SEO วิธีนี้เจ้าของเว็บไซต์ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้กับทางแพล็ตฟอร์ม แต่จะเสียค่าใช้จ่ายให้คนทำ Content และ SEO เป็นหลัก

 Google Display Network (GDN) เครือข่ายเว็บไซต์พันธมิตรของ Google กว่าล้านเว็บไซต์

เป็นบริการโฆษณาแบบหนึ่ง ของตัว Google Adwords ที่เราสามารถที่จะไปซื้อโฆษณา เพื่อที่จะไปขึ้นที่เครือข่ายพันธมิตรของ Google ได้เครือข่ายพันธมิตรของ Google ได้แก่อะไรบ้างยกตัวอย่างเช่น Youtube เว็บไซต์ หลายๆเว็บไซต์เลยที่มีคนเข้าน้อยไปจนถึงมีคนเข้ามากสุดในประเทศหลายเว็บไซต์เรียกว่าเกือบจะทุกเว็บไซต์ในประเทศไทยเป็นพันธมิตรกับ Google ทั้งหมดเช่น kapook.com/sanook.com/dek-d.comรวมไปถึงเว็บฯที่เป็นเว็บไซต์เฉพาะทางในหมวดธุรกิจของคุณ  ยกตัวอย่างเช่นสมมติ คุณเป็นเว็บฯ อสังหาริมทรัพย์ มันก็จะมีเว็บฯ พวกเกี่ยวกับ อสังหาริมทรัพย์ ที่เป็นพันธมิตรกับ Google ยกตัวอย่างเช่น think of living.com, DDproperty.com โดยเราไปซื้อโฆษณาแบนเนอร์ของเราหรือว่าวิดีโอของเรา ไปโผล่ตามช่องทางต่างๆเหล่านั้นได้แล้วทำไมเราถึงต้องไปซื้อตรงนั้นเพราะว่า ลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเราเขาไปดูเว็บฯเหล่านั้นเราขายเครื่องสำอางเราก็ควรจะเข้าไปโฆษณาในเว็บฯที่คนหาเครื่องสำอางเขาอยู่กันก็คืือเว็บเครื่องสำอางนั่นแหละเราก็ไปโผล่ตรงนั้นข้อที่ดีอย่างหนึ่งมากๆของ Google Display Network ก็คือเขาเก็บเงินเป็น Pay per click ก็คือต้องคลิกก่อนถึงจะเสียเงินนั่นหมายความว่าถ้าแบนเนอร์ของคุณ ไปปรากฎให้เขาเห็นแล้วมันไม่ได้มีคนคลิกมันมีแต่คนดูอาจจะเพราะว่าแบนเนอร์มันมีเยอะ ในเว็บฯหนึ่งถ้าเขาไม่ได้คลิกคุณก็ไม่ต้องจ่ายเงินเมื่อไรที่เขาคลิกก็อาจจะหมายถึงเขาสนใจแบนเนอร์ หรือข้อความหรือว่ารูปภาพในแบนเนอร์คุณ เบื้องต้นแล้วเขาก็เลยกดเข้าไปดูที่หน้าเว็บมันก็เปรียบเสมือนคุณเสียเงินก็ต่อเมื่อเขาเข้ามาที่น่าร้านคุณแล้วนั่นแหละในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมามันพีคขึ้นมาดีมากๆเพราะว่าหนึ่งคือ algorithm ในการที่ Google เขา target กลุ่มเป้าหมายให้เราโดยใช้พวกระบบ AI หรือปัญญาประดิษฐ์มันมีคุณภาพมากขึ้นสูงมาก มันก็เลยทำให้เรา target คนได้ตรงขึ้นมากๆเหตุผลใหญ่ๆข้อที่ 2 เป็นเรื่องของที่ทุกคน แห่กันไปลงโฆษณาใน Facebook กันหมดโดยที่มองข้าม Google Display Network ทั้งๆที่ความเป็นจริงแล้วปริมาณคนเล่นอินเตอร์เน็ตในประเทศไทยมันเยอะขึ้นจริงๆอยู่ว่าสัดส่วนคนไปเล่น Facebook กันซะเยอะในหนึ่งวันคนเล่น Facebook กันซะเยอะแต่เราก็ยังปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลาเราจะหาข้อมูลอะไรต่างๆเราก็ยังไปดูเว็บไซต์อย่างเช่นพวกบล็อกเช่นพวกรีวิวอะไรต่างๆอยู่นะครับสมมติว่าวันนี้คุณจะไปเที่ยวยุโรปด้วยตัวเองผมก็เชื่อว่านอกจากคุณไปดูใน Facebook คือเวลาเราไปดูใน Facebook ข้อมูลมันจะไม่ถูกจัดเรียงอย่างเป็นระบบคือมันไล่ไปตามฟีดแต่ว่าเวลาเราจะหาข้อมูลแบบจริง ๆ จัง ๆ เราก็ยังคง ใช้เว็บไซต์พวกนี้อยู่และถ้าสมมติว่าผมเป็นโรงแรมในยุโรปหรือผมเป็น pocket wifi เป็นธุรกิจที่เอาไปใช้ที่ยุโรปได้หรือว่าขายตั๋วรถไฟ คำถามคือ ก็ควรจะไปลงโฆษณาในเว็บฯที่คนเขากำลังจะไปเที่ยวยุโรปเขาไปอ่านกันก็จะมีโอกาสที่ผมจะเปลี่ยนให้เขาจากคนที่สนใจกลายเป็นลูกค้าได้นี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไม Google Display Network ถึงเป็นตัวที่ ผมเอามาไว้อันดับที่ 5 ซึ่งผมจัด ranking ให้มันดีกว่า google search ซะอีก Google Search ของ Adwords แล้วก็ดีกว่า LINE@ ด้วย เพราะว่ามันเป็นตัวที่ค่อนข้างจะเป็นทะเลสีฟ้า คือ Blue ocean คือการแข่งขันยังต่ำอยู่ ในขณะที่ โอกาสที่เราจะเข้าไปทำยอดขายสูงและดีมาก ๆ  

Youtube Advertising ช่องทางการตลาดไร้ขีดจำกัดที่คู่แข่งของคุณมองข้าม

เราสามารถซื้อโฆษณาที่จะปรากฏในหน้าวิดิโอต่างๆบนYoutubeได้ง่ายมากขึ้น โดยเราสามารถเลือกรูปแบบพื้นที่โฆษณาบน Youtube ได้ทั้งหมด 7 รูปแบบหลัก ดังนี้

  •  Mastheads : คือ โฆษณาหน้าแรกบน Youtube เป็นป้าย  ขนาดใหญ่ที่ส่วนหัวของ Homepage มีขนาดstandard970x250  pixel หรือจะเป็น Expandable size ก็ได้ 970×500 pixel ซึ่งเราสามารถใส่ลูกเล่นเป็น Multi Functionได้ เป็นการซื้อแบบ Fixed Banner และขายเป็นรายวัน
  •  Display Ads (Banners) : คือ Ads GDN โฆษณาด้านข้างวิดิโอ อยู่ในหน้าต่างๆของ Youtube ยกเว้นหน้า Homepage มีขนาด 300×250 pixel
  • Overlay-in-Video ads : คือป้ายโฆษณา Banner ที่ซ่อนอยู่บนตัววิดิโอ Content ที่ให้ผู้ชมคอยกดซ่อนนั่นเอง

รูปแบบต่อไปจะเป็นลักษณะ Trueview 

“True View คือ โฆษณาที่ทาง Youtube จะคิดเงินก็ต่อเมื่อเกิดการชมโฆษณาขึ้นจริง ซึ่งการโฆษณาในแบบ Trueview ระบบจะคัดเลือกผู้ขมที่เป็น Target มาให้โดยอัติโนมัติ นั่นคือข้อดี เพราะเราสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ชมที่เราต้องการได้จริง การลงทุนโฆษณาของเรา ก็จะประสบความสำเร็จมากขึ้น”

  • Trueview in-streams Ads : คือ โฆษณาในรูปแบบVideo ที่จะเล่นก่อน Video หลักที่ user ตั้งใจกดเข้าไปดู โดยการคิดค่าโฆษณาจะขึ้นอยู่กับการดูคลิป ซึ่งจะคิดเงินก็ต่อเมื่อดูเกิน 30 วินาทีหรือจนกว่า Video จะจบ [ในกรณีที่ video สั้นกว่า 30 วินาที] โดยไม่มีการกดข้าม แต่สำหรับ user ที่ต้องการจะกดข้าม จะสามารถกดข้ามได้ก็ต่อเมื่อดูครบ 5 วินาที
  • Trueview in-display Ads : คือ การซื้อโฆษณา เพื่อแนะนำ Video ของเรา หรือเรียกว่า Suggest Video จะขึ้นแสดงอยู่ด้านข้าง Videoหลักที่ผู้ใช้ตั้งใจเข้ามาชม ซึ่ง cost จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีคนเข้ามาชมวิดีโอของเรา
  • Trueview in-search Ads : คือ โฆษณาแนะนำคลิป Videoที่สอดคล้องกับ Keywordไว้ด้านบนของผลการค้นหาคลิปใน Youtube ซึ่งจะคล้ายกับการซื้อ google search network การคิด cost เกิดขึ้นเมื่อมีการคลิกที่ Link เพื่อเข้าไปดูโฆษณา
  • Non-Skipable in-stream Ads : หรือแบบ reserve ซึ่งคือ Videoโฆษณาในคลิปหลักเหมือน Trueview in-stream ads แต่จะเป็นการบังคับให้ user ต้องดูโฆษณาVideoของเราจนจบ ก่อนที่จะเข้าถึงVideoหลัก โดย Video จะต้องมีความยาวไม่เกิน 20 วินาที จะคิดค่าโฆษณาเป็น CPM เท่านั้นหรือการเห็นต่อ 1,000 ครั้ง

โดยข้อดีของการทำ Youtube Ads. นั้น คือ

  • จ่ายเงินก็ต่อเมื่อลูกค้าดูหนังโฆษณาของคุณเท่านั้น (Only Pay When People WATCH)งบโฆษณาจะถูกใช้ก็ต่อเมื่อกลุ่มเป้าหมายเลือกที่จะดูหนังโฆษณาของคุณเท่านั้น คุณจึงไม่ต้องเสียเงินไปกับกลุ่มเป้าหมายที่ไม่สนใจโฆษณาของคุณ
  •  เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ถูกต้อง (Reach your IDEAL Customers)เราสามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็น จังหวัด ประเทศ, ความสนใจ, เพศ อายุ หรือแม้กระทั่ง Video หรือ Channel ที่ตรงกลุ่มเป้าหมายของคุณ เช่น ธุรกิจสินเชื่อธนาคาร อาจจะเลือกกลุ่มเป้าหมาย เป็นเพศชาย/หญิง วัย 26-35 ปี ที่ชอบดูรายการ “อายุน้อยร้อยล้าน” หรือ “sme ตีแตก” เป็นต้น ทำให้แบรนด์ของคุณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่คุณต้องการได้อย่างแม่นยำ
  • แสดงโฆษณาไปยังหลากหลายอุปกรณ์ (Show up ACROSS Devices)
  •  วัดผลได้ (See what’s WORKING) ว่าคนอายุเท่าไหร่, จังหวัด/ประเทศไหนบ้างที่ดูคลิปของคุณ? คนมาดูคลิปของคุณจากช่องทางไหนบ้าง Facebook? Google? มือถือ? Tablet? คนดูคลิปของคุณจบหรือไม่ ส่วนใหญ่หยุดดูที่วินาทีที่เท่าไหร่ scene ไหน?
  •  สร้าง Community และ Fanclub ให้ Brand ของคุณ (Build a FOLLOWING – Go VIRAL)ผู้ชมบน Youtube สามารถโต้ตอบกับ Brand คุณได้อย่างอิสระ จึงไม่น่าแปลกที่จะมีคนเห็นคลิปของคุณเป็นทวีคูณ จากการคนที่ได้ดูส่งต่อให้กันและกันอย่างไม่รู้จบ และยังสามารถสมัครสมาชิกของ Channel คุณได้อีกด้วย

Remarketing ตามหลอกหลอนให้จดจำ

Remarketing สำคัญเพราะว่าทุกวันนี้ เราอยู่บนโลกออนไลน์ เราอยู่ไม่กี่ที่หรอกเราอยู่ใน Facebook เราอยู่ใน LINE เราอยู่ใน Google เราอยู่ใน mobile ของแอนดรอยด์เราอยู่ใน Youtube ดังนั้น Facebook เราใช้เวลาโดยเฉลี่ยคนไทยก็คือ มากที่สุดลองลงมาก็คือ Youtube แล้วก็ LINE แล้วก็พวก mobile application ต่าง ๆ

ดังนั้น ถ้าเราทำ Retargeting แล้วก็ Remarketing ของ Google และ Facebook เราก็จะไปอยู่ในที่ที่คนที่เล่นอินเตอร์เน็ต สมมติเขาใช้เวลาวันหนึ่ง 100% เราจะไปอยู่กับเขา 60-70% ขึ้นไปแล้วเขาเปิดโน่นก็จะเจอเรา  เปิดนี่ก็จะเจอเราและที่สำคัญ ถ้าเราทำโฆษณาถูกต้องตั้งแต่แรกระหว่างที่เปิดแล้วเจอ เปิดแล้วเจอจะเป็นช่วงที่เขากำลังอยากได้ของที่เราขายอยู่

ดังนั้น ถามว่าบางคนกังวลเรื่องไปตามให้คนเห็นบ่อย ๆ แล้วคนจะรำคาญหรือเปล่า แต่อันนั้นก็มีโอกาสเกิดขึ้น ซึ่งก็มีวิธีแก้แต่ว่าอย่างหนึ่ง ที่ได้แน่ ๆ ก็คือคนจะจำแบรนด์เราได้ แบบฝังสมองเลยมันเป็นหลักจิตวิทยาอยู่แล้วคนเห็นอะไร ซ้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ ก็จะจำได้แล้วข้อที่ 2 ก็คือ ยอดขายเราจะเพิ่มแน่นอนเพราะว่ามันจะ remind ให้เกิดการซื้อ  คนที่เข้าไปเลือกของ ประเภทที่เราขายเช่น เขาไปเลือกว่า จะปรึกษาบัญชี กับเจ้าไหนดีนะครับเขาเลือกอยู่ 5 เจ้า มีเจ้าของเราตามเขาอยู่ ไปที่ไหนก็เจอ ๆแล้วข้อความที่คุณใช้ในการสื่อสารมันก็ยังเป็นข้อความที่คุยกับกลุ่มเป้าหมายโดยตรงแล้วก็ต้องรู้จักออกแบบ การสื่อสารให้มันน่าสนใจให้มันโดนเรื่องสมอง โดนเรื่องจิตวิทยามันก็จะทำให้เขา มีโอกาสเลือกเราเป็นผู้ให้บริการมากขึ้นอย่างแน่นอน

Google Analytics 

เครื่องมือฟรีของ Google ที่เราเอาไปติดที่เว็บไซต์ เพื่อที่จะดูข้อมูลสถิติทั้งในเชิงคุณภาพ และในเชิงปริมาณ อย่างเช่น คนเข้าเว็บไซต์เรา จำนวนเท่าไร คนเข้ามาจากไหนเยอะที่สุด ในอัตราส่วนเท่าไร คนแบบไหนเข้ามาในเว็บไซต์เราบ้าง ทั้งในเชิงประชากรศาสตร์ อย่างเช่น เพศ อายุหรือว่าความสนใจต่าง ๆ ทั้งในเชิง Geographic ก็คือ คนมาจากประเทศไหน จังหวัดไหน ในปริมาณและสัดส่วนเท่าไร อันนี้ในเชิงคุณภาพ 

แล้วก็มาจาก อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ตดูได้แม้กระทั่งว่า มาจากอินเตอร์เน็ต จากไหน ดูได้ว่ามาจาก Google Chrome/Firefox/Safari พวกนี้ คือเรียกได้ว่า มันดูได้เยอะ จนเราดูไม่หมด อันนี้คือในเชิงปริมาณ ส่วนในเชิงคุณภาพก็คือเขาเข้ามาอยู่บนเว็บไซต์เรา แล้วเขาใช้เวลาอยู่นานเท่าไร เขามาแป๊บเดียว หรืออยู่นาน เขาเปิดหน้าเดียว แล้วออกตลอด หรือเปิดหลายหน้า เข้ามาแล้วเขาสัมฤทธิ์ผล เป็น goal อะไรที่เราต้องการบ้าง อย่างเช่น เข้ามาแล้ว Add LINE@ เข้ามาแล้วสมัครสมาชิก เข้ามาแล้วกรอกแบบฟอร์ม ที่เรากำหนดให้เขากรอก เข้ามาแล้วซื้อของ อะไรอย่างนี้ พวกนี้ทั้งหมด สามารถที่จะรู้ได้ด้วย Google Analytics ก็จริง ๆ แล้วมีอะไรอีกเยอะ ที่มันสามารถดูได้และมันสามารถอธิบายให้คนที่ทำการตลาดออนไลน์รู้ได้ว่า อะไรที่มันสำเร็จ อะไรที่มันไม่สำเร็จ มากน้อยขนาดไหน แล้วเราจะได้หาสิ่งนั้น เพื่อที่เราจะขยายผลถ้ามันดี หรือว่าแก้ปัญหา ถ้ามันไม่ดี 

ติดตามสัมมนา และ Workshop ฟรี! ครั้งต่อไป ได้ที่
Line : @ryounoi100lan
เพิ่มเพื่อนตอนนี้เลย http://bit.ly/2Tq0oMH
ช่องทางสำหรับการโปรโมทกิจกรรมและเพื่อรับสิทธิลงทะเบียน ฟรี! ก่อนใคร