Grouponจากยูนิคอร์นที่เติบโตเร็วที่สุด สู่จุดต่ำสุดในยุคออนไลน์

29

อะไรคือสิ่งที่ทำให้สตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นมาแรงที่เติบโตเร็วที่สุดอย่าง Groupon ก้าวสู่จุดต่ำสุดในยุคออนไลน์ด้วยการเติบโตที่ลดลงกว่า 97%

Groupon ที่มาจาก Group(กลุ่ม) และ Coupon(คูปอง) สตาร์ทอัพสัญชาติอเมริกัน ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเว็บไซต์ที่เสนอขายคูปองของ ผลิตภัณฑ์และบริการในราคาที่ถูกเป็นพิเศษเช่นบริการนวดไปถึงถึงคอร์สเรียนเครื่องปั้นดินเผาเป็นต้น และวิธีการที่จะได้รับส่วนลดคือผู้ใช้บริการต้องรวมตัวกันให้ครบจำนวนตามดีลที่ไปตกลงกับธุรกิจบริการต่างๆ เอาไว้ พูดง่ายๆ เหมือนหาเพื่อนร่วมซื้อของเพื่อให้ได้ราคาที่ถูกลงนั่นเอง โดยที่ Groupon ก็ได้เข้ามาตีตลาดเมืองไทยเช่นกันในปี 2012 และใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของตลาดในเมืองไทยรองจาก Ensogo ก่อนจะปิดตัวลงไปในช่วงปี 2016

โดย Groupon เปิดตัวขึ้นครั้งแรกในปี 2008 เริ่มจาก Andrew Mason อยากจะทำแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่จะช่วยให้ผู้คนสามารถแก้ไขปัญหาร่วมกันได้ แม้มันดูเหมือนจะไม่ใช่ความคิดในการสร้างธุรกิจหมื่นล้าน แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นในการทำเพื่อสังคมที่ดี โดยมีแนวคิดสำคัญคือ “การซื้อแบบกลุ่ม” เพราะมันเกิดเหตุการณ์ที่มีคนมารวมกลุ่มกันบนอินเทอร์เน็ตเพื่อซื้อสินค้าในราคาที่ถูกลง และความคิดนี้ก็โดนใจนักลงทุน ทำให้เขาได้รับเงินลงทุนจำนวน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 31 ล้านบาท และในที่สุดความคิดนี้ก็กลายเป็นธุรกิจ Groupon ได้รับผลตอบรับที่ดีอย่างน่าเหลือเชื่อจากการที่บริษัทนั้นมีมูลค่าสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์เหรียญ หรือประมาณ 31 หมื่นล้าน ก้าวขึ้นเป็นสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นที่เติบโตเร็วที่สุดในเวลานั้น ด้วยระยะเวลาเพียง 16 เดือน หรือเพียงแค่ไม่ถึง 1 ปีครึ่ง!!

ขณะที่บริษัทกำลังเติบโตได้อย่างดีก็มีข้อเสนอจากบริษัทยักษ์ใหญ่ไม่ว่าจะ Yahoo หรือ Google แต่ Andrew Mason ก็ตัดสินใจที่จะดูแลและสานต่อเองในฐานะบริษัทเอกชน จนในปี 2011 เขาตัดสินใจเอาบริษัทเข้าตลาดหุ้น (IPO) ทำให้เป็นช่วงเวลาที่บริษัทมีมูลค่าสูงที่สุด และถือเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มีค่าที่สุดในยุคนั้น ด้วยมูลค่ากว่า 30 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเกือบๆ แสนล้านบาท และขณะเดียวกันมันก็เป็นจุดเริ่มต้นของการตกต่ำเช่นกัน

ในปี 2012 หลังจากเอาบริษัทเข้า IPO เพียง 1 ปี Groupon ได้สูญเสียมูลค่าบริษัทไปกว่า 80% โดยการถูกตรวจสอบบัญชีจากสำนักงาน ก.ล.ต จากการทำบัญชีที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือพูดง่ายๆ ว่ามีการเข้าใจผิดในขั้นตอนการทำบัญชี จากที่รายได้จากการดำเนินงานเป็นบวก กลายเป็นขาดทุนจากการดำเนินงานถึง 420 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 13 ล้านบาท จากการที่เข้า IPO แล้วมาตรการการทำบัญชีนั้นต้องมีมาตรฐานมากขึ้น แต่นี่ยังไม่ใช่ที่สุด….

อีกหนึ่งปัญหาสำคัญก็คือรูปแบบธุรกิจของ Groupon นั้นง่ายต่อการโดนลอกเลียนแบบ เพราะหลังจากเปิดตัวธุรกิจได้ไม่นานพวกเขาก็พบกับปัญหาที่มีธุรกิจรูปแบบคล้ายกันเกิดขึ้นมากมาย ยกตัวอย่างเช่น Ensogo ที่ให้บริการขายดีลส่วนลดคล้ายๆ กัน นอกจากปัญหาด้านบัญชีก็ยังต้องมาพบกับคู่แข่งจำนวนมาก แต่พวกเขาก็ไม่ยอมแพ้และยังคงมุ่งมั่นไปที่ดำเนินธุรกิจตามรูปแบบเดิมพร้อมหาทางพัฒนาต่อไป

พวกเขาได้เพิ่มบริการการซื้อตั๋วคอนเสิร์ตหรือการซื้อสินค้าออนไลน์ร่วมกับ eBay แต่น่าเสียดายที่ยอดขายของพวกเขาล้มเหลว และบริการที่เพิ่มเข้ามานั้นไม่ตอบโจทย์เท่าไหร่ และนั่นทำให้คณะกรรมการบริหารได้ลงมติให้ Andrew Mason ออกจากตำแหน่งหลังจากล้มเหลวในการรักษาผลกำไรของบริษัท ซ้ำหนัก บริษัทยังสูญเสียเงินอีกถึง 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากลืมเก็บภาษีการแบ่งปันผลกำไร

ด้วยความสับสนวุ่นวายและปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าเข้ามา ทั้งด้านการเงินหรือด้านคู่แข่งทำให้ Groupon ไม่สามารถฟื้นตัวธุรกิจได้ จนในวันนี้บริษัทได้ตกลงมาจากจุดสูงสุดที่เคยยืน จากบริษัทที่มีมูลค่า 3 หมื่นล้านเหรียญ ลงมาเหลือแค่ 1.3 พันล้านเหรียญ พร้อมกับบริษัทที่ยังต้องดำเนินการต่อไป และนี่จึงเป็นตัวอย่างบทเรียนทางธุรกิจที่สำคัญบทหนึ่ง ที่ถึงแม้ว่าบริษัทของคุณจะขึ้นอยู่จุดสูงสุดแค่ไหน แต่หากประมาทและไม่ให้ความสำคัญในทุกขั้นตอนโดยเฉพาะเรื่องของบัญชีและภาษี ก็อาจจะส่งผลกระทบได้ในอนาคต รวมถึงการพัฒนาตนเองให้เหนือกว่าคู่แข่งอยู่เสมอก็เป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน

ที่มา : https://bit.ly/3i7aBXU