10 แนวโน้มการตลาด ที่ผู้ประกอบการ “ควรทำ” ในปี 2022

851

เทรนด์การตลาด 2022 ที่ผู้ประกอบการควรทำ!! เผลอแป๊บเดียวเราก็กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงสิ้นปีกันแล้ว เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลายอย่างที่เคยวางแผนไว้ว่าจะทำในปีนี้ ก็อาจจะมีสำเร็จและไม่สำเร็จบ้างเนื่องจากปัจจัยหลายอย่าง แต่ถึงอย่างนั้นชีวิตของเจ้าของธุรกิจก็ไม่มีวันหยุดเดิน และต้องสู้ต่อไป

วันนี้เลยได้นำเอา 10 แนวโน้มการตลาด ที่ผู้ประกอบการ “ควรทำ” ในปี 2022 มาฝากทุกท่าน เพื่อเป็นการวางแผนในการดำเนินกิจการในปีหน้าให้ประสบความสำเร็จและเกิดข้อผิดพลาดน้อยที่สุด จะมีอะไรบ้างไปดูเลย!

1. ลงทุนในอีเวนต์ออนไลน์

ยกตัวอย่างเช่น สัมมนา เปิดตัวสินค้า หรือไลฟ์ขายสินค้าโปรโมชั่นแบบออนไลน์ นี่เป็นช่องทางที่ดีอย่างมากที่จะทำให้คุณเป็นที่รู้จักของลูกค้าใหม่ๆ รวมถึงเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นยังสามารถรวบรวมข้อมูลของกลุ่มลูกค้าเพื่อจะนำไปต่อยอดการทำการตลาดโดยไม่ต้องไปพึ่งพาข้อมูลจากบุคคลที่ 3 ได้อีกด้วย และถึงแม้อีเวนต์ออนไลน์อาจจะไม่ได้สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่จะเป็นการสร้างพื้นฐานให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้ในระยะยาวแน่นอน

2. เป็นเจ้าของกลุ่มลูกค้าด้วยตัวเอง

มีกว่า 6 ล้านธุรกิจที่ใช้โฆษณาของ Facebook นี่ยังไม่รวมถึง Twitter หรือ Instagram ซึ่งโซเซียลมีเดียเหล่านี้ถือเป็นบุคคลที่ 3 ที่เก็บรวบรวมข้อมูลของกลุ่มลูกค้าหรือผู้ชมของคุณเอาไว้ ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องดีเลย อย่างที่บอกว่ามี่ธุรกิจจำนวนมากใช้งานโฆษณาของแพลตฟอร์มเหล่านี้ แล้วคุณจะรู้ได้ยังไงว่าสิ่งที่คุณต้องการนำเสนอไปถึงยังกลุ่มลูกค้าของคุณจริงๆ  ดังนั้นการรวบรวมข้อมูลและพฤติกรรมของลูกค้าด้วยตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ อาจจะใช้เวลาหน่อยแต่คุ้มค่าแน่นอน

อีเมลก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะมันคือพื้นที่ส่วนตัว ถ้าคุณสามารถเข้าถึงได้คุณจะได้รับความสนใจ แต่ถึงอย่างนั้นเนื้อหาหรือคอนเทนต์ก็ต้องถูกปรับให้เป็นส่วนตัวและเฉพาะกลุ่มมากขึ้น  และต้องแน่ใจว่าเนื้อหาของคุณนั้นเป็นประโยชน์และน่าสนใจต่อลูกค้า โดยให้คำนึงถึงคุณภาพมากกว่าปริมาณ

3. ลงทุนกับเวลาและเงิน เพื่อสร้างตัวตนของแบรนด์

ในยุคที่ตัวตนของแบรนด์นั้นสำคัญอย่างมาก ยิ่งแบรนด์คุณมีความชัดเจนมากเท่าไหร่ คนก็จะยิ่งจดจำได้มากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นการเลือกใช้คำหรือวิธีการสื่อสารจึงเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งค่าใช้จ่ายในการโฆษณานั้นสูงขึ้น ยกตัวอย่างเช่น Google ที่สูงขึ้นทุกปี ดังนั้นจึงต้องเน้นการทำโฆษณาที่ทำให้เกิดการบอกปากต่อปาก เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้การทำการตลาดเพื่อให้คนเข้าถึงแบบออร์แกนิกเพื่อดึงดูดผู้ชมในระยะยาวก็น่าสนใจ เช่น ทำคลิปวิดีโอ หรือ Podcast รายสัปดาห์เพื่อให้สาระความรู้ ก็จะเป็นการดึงดูดผู้ชมให้อยากติดตามได้โดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณา ซึ่งได้ผลดีกว่าการที่ยิงแอดเพื่อบอกว่า ซื้อสินค้าของเราสิ!

4. เป็นผู้นำทางความคิด ให้ความรู้ แทนการขายตรง

เราอยู่ในยุคที่ทุกอย่างมีแต่โฆษณาจึงทำให้ภูมิคุ้มกันในกลวิธีการขายจึงเพิ่มสูงมากขึ้น ดังนั้นในฐานะของผู้ประกอบการจึงต้องหาวิธีใหม่ๆ แทนที่จะยัดเยียดสินค้าหรือบริการให้กับพวกเขา ให้เปลี่ยนมามอบความรู้และเป็นผู้นำทางความคิดว่าทำไมพวกเขาถึงต้องใช้สินค้าของคุณ ยกตัวอย่างแบรนด์ Apple ที่เลือกจะไม่ยัดเยียดสินค้า แต่กลับสร้างพื้นที่ให้ลูกค้าสามารถไปทดลอง ขอคำแนะนำ และความช่วยเหลือได้หากต้องการ แถมยังไม่พยายามโน้มน้าวให้ลูกค้าเปลี่ยนใจไปซื้อสินค้าอย่างอื่น แต่จะแนะนำถึงประสิทธิภาพในสิ่งที่ลูกค้าสนใจและให้พวกเขาตัดสินใจเอาเอง ซึ่งการขายตรงนั้นเริ่มจะใช้ไม่ได้ผลแล้ว การพัฒนาและเปลี่ยนไปเป็นการอำนวนความสะดวกและให้ความรู้แต่ลูกค้าจะดีมากกว่า

5. ทำคอนเทนต์ที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ

ปัจจุบันมีคอนเทนต์มากมายให้เลือกอ่าน บวกความคาดหวังของผู้บริโภคในเนื้อหาที่มีมากขึ้น ดังนั้นการทำคอนเทนต์ที่เน้นเนื้อหาที่มีคุณภาพ ไม่ซ้ำใคร จะทำให้คุณโดดเด่นและแตกต่างจากคนอื่นๆ แม้อาจจะยากกว่าการทำคอนเทนต์ตามกระแสหรืออะไรง่ายๆ แต่ให้แน่ใจว่าเนื้อหาของคุณนั้นมีประโยชน์ต่อผู้อ่านหรือกลุ่มลูกค้า อาจไม่จำเป็นจะต้องโพสต์ทุกวัน ก็จะทำให้ผลตอบรับนั้นจะดีกว่าอย่างแน่นอน

6. ใส่ใจการทำการตลาดแบบ Personalization

ในปี 2022 จะมีช่องทางให้ลูกค้าได้รับชมเนื้อหาทางการตลาดมากขึ้นไม่ว่าจะเป็น VDO, Podcast, บทความออนไลน์ และอื่นๆ ซึ่งกลุ่มลูกค้าและวิธีการสื่อการก็จะแตกต่างกันออกไป ดังนั้นการทำการตลาดแบบ Personalization ซึ่งเป็นการทำความเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคหรือกลุ่มลูกค้าของแบรนด์อย่างละเอียด จะช่วยให้แบรนด์สามารถนำเสนอเนื้อหาที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ เช่น Podcast กำลังได้รับความนิยม แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบหรือมีเวลาฟัง การสรุปเนื้อหาเขียนเป็นบทความก็จะช่วยดึงดูดและเพิ่มการเข้าถึงของกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ได้มากขึ้น

7. สร้างเนื้อหาแบบ B2B (Business to Business)

เนื่องจากเนื้อหาแบบ B2B มักถูกละเลย เพราะมัวแต่คิดว่าคนทำธุรกิจจะไม่มานั่งค้นหาอะไรบนอินเทอร์เน็ต แต่เปล่าเลยด้วยเทรนด์ LinkedIn ที่ได้รับความนิยมมากขึ้น ผู้ประกอบการเริ่มมองหาพนักงานรวมถึงคนที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาที่กำลังเผชิญ ซึ่งการสร้างเนื้อหาแบบ B2B จะช่วยเพิ่มคอนเนกชัน หรืออาจจะกลายเป็นคู่ค้าของคุณในอนาคตเลยก็ได้

8. หยุดเป็นนักขาย แต่เปลี่ยนเป็นนักเล่าเรื่องแทน

ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการรู้ว่าสินค้าของคุณนั้นยอดเยี่ยมแค่ไหน แต่พวกเขาต้องการรู้ว่าคุณจะช่วยพวกเขาแก้ปัญหาได้อย่างไร หลายคนยังคงยึดติดกับสิ่งเดิมๆ ที่ต้องอธิบายว่ากว่าจะมาเป็นสินค้าเหล่านี้พวกคุณพยายามอย่างไร แต่ใครสน? คุณแค่ต้องแสดงข้อดีของสินค้า เช่น ช่วยประหยัดแรง ประหยัดเวลา ลดขั้นตอน หรือช่วยให้จัดส่งเร็วขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการรู้ ซึ่งการเล่าเรื่องเป็นการตลาดแบบใหม่ ที่จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า “บางทีพวกเขาต้องลองใช้ดูบ้างแล้ว”

9. ใช้ Marketing Automation

Marketing Automation เป็นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าเพื่อทำการตลาดแบบอัตโนมัติ เริ่มตั้งแต่การเก็บข้อมูลความสนใจ ลูกค้ากดดู กดเพิ่มสินค้าอะไรลงในตะกร้า อ่านบทความไหน สมัครสมาชิกเว็บไซต์ หรือดาวน์โหลดอะไร เอามาเป็นข้อมูลและทำการส่งอีเมล ส่วนลดหรือแนะนำสินค้าให้โดยอัตโนมัติ เพื่อให้สินค้าของคุณนั้นถูกนำเสนอได้อย่างถูกที่ ถูกเวลา สะดวกและรวดเร็วนั่นเอง

10. คิด นอก กรอบ

หลายอย่างที่เคยเรียน อ่าน หรือทำมาในอดีตอาจไม่ได้ผลดีอีกต่อไป เพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างมาก นอกจากนี้การแข่งขันก็สูงขึ้น ดังนั้นในฐานะผู้ประกอบการควรจะต้องคิดนอกกรอบ มองหาวิธีการทำการตลาดที่แปลกใหม่ อาจจะเริ่มต้นเป็นพันธมิตรกับแบรนด์อื่นเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของสินค้า หรือแม้แต่การทำการตลาดในช่องทางใหม่ๆ อย่าง Tiktok ก็ไม่ควรมองข้าม เช่นกัน

ในปีหน้า ปี 2022 เป็นปีที่อะไรหลายๆ อย่างดูท่าว่าจะดีขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ อะไรที่สามารถจะช่วยพัฒนาแบรนด์หรือธุรกิจของคุณให้ก้าวหน้าและมั่นคงมากขึ้นก็อย่าปล่อยให้ผ่านไป แม้อาจจะเป็นสิ่งที่คนอื่นไม่เคยทำ แต่หากคุณคิดว่าดีและวางแผนมาอย่างรอบคอบแล้วก็อย่างรอช้า ลงมือทำได้เลย! อายุน้อยร้อยล้านขอเป็นกำลังใจและอยู่เคียงข้างเพื่อมอบแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจให้กับผู้ประกอบการ SME ทุกท่านตลอดไป 

ที่มา :