ทำไม ‘อุปกรณ์ถ่ายภาพ’ ถึงเป็นเครื่องมือจำเป็นที่ SMEs ไทยต้องมี

53

ยุคนี้ใครต่อใครก็พูดถึงโลกออนไลน์ ก้าวเข้าสู่ธุรกิจยุคดิจิทัล การทำคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มต่างๆ ถือเป็นเรื่องจำเป็นมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ที่โลกแห่งการค้าขายไม่ได้มีเพียงโลกออฟไลน์เท่านั้น ทุกวันนี้หากเลื่อนฟีดไม่ว่าจะเป็น Facebook Instagram พบว่าตลาดขายสินค้าต่างๆ คึกคักไม่น้อยเลยทีเดียว รวมไปถึงการสร้างจุดขายด้วยการสร้างตัวตนทางออนไลน์อย่างใน Youtube TikTok ก็เป็นสิ่งที่ช่วยดึงดูดใจผู้บริโภคได้ไม่มากก็น้อย

เช่นนั้นแล้วหลายคนคงมีความคิดที่อยากจะซื้อหาอุปกรณ์ มีกล้องดิจิทัลสักตัว อุปกรณ์แสงเสียงสักชุดสำหรับถ่ายทำคอนเทนต์ลงออนไลน์หรือจะ Live Streaming เพราะหากมีจุดขายที่ปังปุริเย่เจอแล้ว คอนเทนต์ที่คิดมาดีแล้ว การมีอุปกรณ์ที่ช่วยซัพพอร์ตให้ออกมาอย่างมีคุณภาพ ก็เป็นการนับได้ว่าสร้างความเป็นมืออาชีพให้มีความน่าเชื่อถือ    บวกกับได้คอนเทนต์ที่น่าดูน่าชม

ฉะนั้นเราจึงชวน ‘คุณใหญ่-กฤดา เสพมงคลเลิศ’ ผู้จัดการสายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท บิ๊ก คาเมร่า คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กูรูแห่งศูนย์รวมกล้องดิจิทัลชั้นนำของไทย Big Camera มาร่วมสนทนาเกี่ยวกับเทรนด์กล้องดิจิทัลต่างๆ รวมถึงจะเลือกอุปกรณ์ถ่ายทำอย่างไรดีให้เหมาะสม และมีคุณภาพ

เทรนด์การใช้งานกล้องดิจิทัลในปี 2020 มีเทรนด์อะไรที่โดดเด่นบ้าง

เทรนด์การถ่ายภาพในปีนี้ ต้องบอกว่ากระแสของวิดีโอกำลังมาแรง ทุกคนมุ่งไปที่วิดีโอหมด บริษัทผลิตกล้องดิจิทัลรุ่นใหม่มาก็ไปในทิศทางวิดีโอ เราจะเห็นว่าตอนนี้ในตลาดกล้องดิจิทัลออกมาเพื่อรองรับ Youtuber, Blogger หรือคนทำคอนเทนต์ ผมมองว่าเทรนด์ปีนี้และปีหน้ายังคงเป็นวิดีโอ ในลักษณะที่กล้องจะใช้งานได้ง่ายขึ้น อย่างเมื่อก่อนถ้าเป็นงานวิดีโอก็ต้องนึกถึงกองถ่ายทำ ต้องใช้กล้องตัวใหญ่ๆ มีทีมงานเยอะๆ แต่ ณ วันนี้กล้องตัวเล็กตัวหนึ่งก็ทำงานโปรดักชันได้เหมือนกัน เราสามารถครีเอทคอนเทนต์ได้ง่ายขึ้น ซึ่งถามว่าคอนเทนต์ไปไหน ส่วนใหญ่ก็ไปในออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น Facebook หรือ Youtube ซึ่งก็โฟกัสวิดีโอเป็นหลักเช่นกัน รวมถึงแพลตฟอร์มใหม่ๆ อย่าง TikTok หรือ Instagram เองก็ขยับเป็นวิดีโอมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันกล้องดิจิทัลก็ช่วยรองรับให้การถ่ายทำวิดีโอได้ง่ายขึ้น การที่จะทำคอนเทนต์ดีๆ เพื่อเอาไปขายของหรือสร้างตัวตน ทำธุรกิจของเราให้ดีขึ้น ก็ตอบโจทย์ตรงนี้

จะเห็นว่าผู้ผลิตบางแบรนด์ก็ปรับตัวเองตามกระแสแพลตฟอร์มออนไลน์ด้วย อย่างการปรับสัดส่วนสามารถถ่ายแนวตั้งได้

บางแบรนด์ทำกล้องให้ถ่ายวิดีโอในแนวตั้งได้ พอโหลดเข้าโทรศัพท์มือถือ จากปกติแม้ว่าจะถ่ายเป็นแนวตั้ง แต่วิดีโอก็จะกลับมาเป็นแนวนอน ซึ่ง ณ วันนี้ถ้าถ่ายเป็นแนวตั้ง วิดีโอก็จะเป็นแนวตั้งบนโทรศัพท์มือถือ แล้วเรื่องสเกลหรือสัดส่วนวิดีโอ เมื่อก่อนจะมี 4:3 3:2 16:9 1:1 วันนี้มีสัดส่วนใหม่ๆ มากขึ้น เริ่มมี 17:9 4:5 ซึ่งสเกลพวกนี้ออกมาเพื่อรองรับ Output Device ใหม่ๆ อย่างโทรศัพท์มือถือ เพราะวันนี้คนดูวิดีโอไม่ได้ดูแค่บนทีวี บนจอคอมพิวเตอร์เหมือนเมื่อก่อน แต่ Device ที่ดูบ่อยๆ จะเป็นโทรศัพท์มือถือมากกว่า 

ถ้ามีผู้ประกอบการ SMEs มาขอคำปรึกษาว่าอยากได้กล้องดิจิทัลและอุปกรณ์สักชุด ที่ถ่ายได้ทั้งภาพนิ่งและทำวิดีโอเพื่อที่จะไปทำการตลาดออนไลน์ อะไรคือสิ่งสำคัญที่ต้องรู้อันดับแรกๆ

ต้องดูก่อนว่าจะเอาไปทำคอนเทนต์ออนไลน์แบบไหน ทำ Live Streaming ทำคลิปวิดีโอ หรือถ่ายภาพนิ่ง ผมมองว่าเรื่องภาพนิ่ง​ ณ วันนี้กล้องส่วนใหญ่ตอบสนองการใช้งานได้หมดแล้ว ส่วนเรื่องวิดีโอต้องดูว่าจะเป็นลักษณะคลิปวิดีโอหรือ Live Streaming ถ้าเป็นการทำคลิปวิดีโอ กล้องควรต้องรองรับการทำงานแบบ  Manual ตอนถ่ายวิดีโอได้ ระบบโฟกัสต้องดี ควรมีช่องสำหรับต่อไมโครโฟน อันนี้เป็นคีย์หลักๆ

ส่วนการ Live Streaming คีย์หลักคือกล้องต้องทำ Clean HDMI ได้ เพราะว่าตัวกล้องปล่อยสัญญาณ HDMI ไปที่เครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ Smartphone เพื่อ Live Streaming ออกไป หากสัญญาณที่ออกมาจากกล้องไม่ใช่ Clean HDMI ก็จะมีตัวหนังสือข้อมูลต่าง ๆ ติดออกมาด้วย นอกจากนี้เป็นเรื่องของแบตเตอรี่ ต้องทนและควรต่อไฟนอกได้ เพราะการ Live Streaming นานกว่า 1 ชั่วโมง ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดามากสำหรับปัจจุบัน แบตเตอรี่กล้องควรทำงานต่อเนื่องได้นานเพียงพอ ไม่ดับไปก่อน

เรื่องของระบบโฟกัส ค่อนข้างจะสำคัญ ณ วันนี้อาจจะไม่ได้นั่งอยู่เฉยๆ พูดอย่างเดียว พ่อค้าแม่ค้าขายของออนไลน์ ต้องโชว์ของหน้ากล้อง แต่บางทีกล้องไม่โฟกัสของ คนดูอาจจะเห็นของไม่ชัด เราก็ขายของได้ลำบากขึ้น แต่ถ้ากล้องที่โฟกัสเร็ว ยกขึ้นมาโฟกัสที่สินค้าก็ทำให้สะดวกขึ้น คนดูเห็นสินค้าเราได้ชัดเจน

ยังมีเรื่องแสงกับเสียง การจัดไฟต้องเคลียร์ หลายครั้งคนถามว่าทำ Live Streaming ใช้กล้องอะไรแล้วดูคมชัด ความละเอียดสูงขึ้น จริงๆ Facebook หรือ Youtube ก็จำกัดความละเอียดในการ Live Streaming อยู่แล้ว แต่ว่าสิ่งที่ทำให้ภาพดูชัดแล้ว นอกจากกล้องแล้วก็จะเป็นเรื่องของแสง แสงต้องดี และเสียงต้องชัด อันนี้สำคัญ​ ภาพไม่ชัดยังไม่เท่าไร คนยังพอทนดู แต่ถ้าเสียงไม่ชัด คือเรื่องใหญ่ คนจะไม่ดู ถ้าทำเสียงชัดในวิดีโอ ความเป็นมืออาชีพก็จะมาทันที


บอกว่า Live Streaming มีหัวใจอยู่ 3 อย่างคือ ภาพ เสียง และไฟ ช่วยอธิบายหน่อยได้ไหมว่าเพราะอะไรถึงต้องให้ความสำคัญกับสิ่งนี้ แล้วต้องมีอุปกรณ์อะไรมาเสริม

หลักๆ จะมีตัวกล้อง ซึ่งกล้องจะต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์เลยไม่ได้ ต้องมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า Capture Card สำหรับแปลงสัญญาณ HDMI ของกล้องเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือ แล้วก็มี Microphone และเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับทำการ Live

แน่นอนว่าเรื่องภาพต้องมีกล้อง บวกกับเลนส์ เรื่องของเสียงคือไมโครโฟน ซึ่งจริงๆ ประเภทของไมโครโฟนแต่ละตัวให้คุณภาพเสียงไม่เหมือนกัน เพราะออกแบบมาสำหรับการทำงานไม่เหมือนกัน อยู่ที่ว่างานของเราเป็นลักษณะไหน อย่างเช่นนั่งคุยกัน 2 คน อาจจะมีเดินบ้าง ไมโครโฟน Wireless จะดีกว่า เพราะว่าอยู่กับตัวเรา จะเดินไปไหน ขยับตัวอย่างไร ระยะเสียงจากปากเรากับไมโครโฟนเท่ากันตลอด แต่ถ้าเป็นไมโครโฟน Shotgun ติดหัวกล้องหรือตั้งโต๊ะ บางคนหันหน้าไปมา เสียงจะไม่เข้า ยิ่งถ้ามีการลุกเดินเข้าเดินออกด้วย ความดังก็มีการเปลี่ยนแปลง แต่ไมโครโฟน Wireless ก็มีข้อจำกัด อย่างเช่นพ่อค้าแม่ค้าขายเสื้อผ้า ที่มีการถอดและใส่เสื้ออยู่ตลอดเวลา จะติดไมโครโฟนที่เสื้อแล้วดึงเข้าดึงออกก็เป็นการลำบาก การใช้ไมโครโฟน Wireless ต้องมีการเตรียมตัว หรือปัญหาหนึ่งคือถ้าเราไปใช้ในงานที่มีคนใช้คลื่นความถี่เยอะ ก็อาจจะมีการรบกวน เพราะใช้คลื่นความถี่วิทยุ ตรงนี้ Shotgun อาจจะได้เปรียบกว่า

ส่วนแสงเป็นเรื่องของการจัดไฟ โดยปกติคนทั่วไปจะรู้ว่าแค่เอาไฟทั่วไปมาวางไว้ 2 ข้างก็สว่าง แต่จริงๆ แล้วเรื่องของไฟ ถ้าเริ่มต้น 2 ดวงไม่ผิด แต่การวางไฟควรทำมุม 45 องศากับตัวแบบ 2 ข้าง เพื่ออะไร ปกติมีแสงต้องมีเงา ถ้ามีไฟเข้ามาข้างเดียว อีกข้างจะมีเงาทันที แต่ถ้ามี 2 ดวง จะช่วยเปิดเงา หน้าเราจะดูเคลียร์ขึ้น ตำแหน่งของการวางไฟ อย่าง 45 องศา ภาพจะดูมีมิติ แต่ถ้างานลักษณะ Beauty Blogger หรืองานลักษณะที่ต้องโชว์หน้า การวางด้านหน้าตรงๆ จะทำให้แสงเคลียร์กว่า ซึ่งเทคนิคการวางไฟให้อารมณ์ของภาพ ต้องดูด้วยว่าคอนเทนต์ที่ต้องการสื่อเป็นลักษณะแบบไหน อย่างที่ยกตัวเอง Beauty Blogger หรือคนที่โชว์หน้าต้องเอาไฟวางตรงๆ หรือถ้าเป็นโค้ชชิ่งที่ต้องการให้ดูน่าเชื่อถือ สุขุมนุ่มลึก ต้องใช้ไฟด้านข้างส่องเข้ามาให้มีเงา ภาพมีมิติ อารมณ์ของภาพจะได้สอดคล้องกับคอนเทนต์ของเรา

แต่ถ้ามาที่บิ๊กคาเมร่าก็จะมี Conner สำหรับให้คำปรึกษาว่าอยากจะเอาไป Live Streaming หรือไปถ่ายอะไร ก็มีทีมงานให้คำปรึกษา และจัดอุปกรณ์ให้ 

จัดอุปกรณ์ตามงบประมาณด้วย คุณบอกมาเลย ทางทีมงานก็จะช่วยจัดอุปกรณ์ให้ จริงๆ ณ วันนี้การซื้อกล้องดิจิทัลเป็นเรื่องของการลงทุน เพื่อที่คุณจะได้กำไรได้การเติบโตของธุรกิจกลับมา

ทราบมาว่าบิ๊กคาเมร่ามีทีมงานไปเซ็ตให้ถึงบ้านเลย

ถูกต้อง บิ๊กคาเมร่าคือมีทีมงานสเปเชียลลิสต์ไปเซ็ตให้ถึงบ้าน อย่างที่บอกว่าการจัดเซ็ตสำหรับการทำ Live Streaming หรือการทำวิดีโอคอนเทนต์ มันเหมือนกับการตัดเสื้อเลยนะ หมายความว่างานของคุณเป็นอย่างไร ควรจะจัดอุปกรณ์อย่างไรให้เหมาะกับงาน ไม่มีสูตรสำเร็จเลย อยากจะให้ลองเข้ามาปรึกษา มาคุยกับสเปเชียลลิสต์ เค้าจะช่วยไกด์ว่างานของคุณเหมาะกับอุปกรณ์อะไร

ลงทุนขั้นต่ำสุดในการจะได้กล้องดิจิทัลและอุปกรณ์ครบสักชุดที่ตอบโจทย์เอาไปขายของได้ ต้องเตรียมงบไว้สักเท่าไร

ทุกวันนี้อุปกรณ์มีราคาถูกลง มีอุปกรณ์มาช่วยเยอะขึ้น ผมตีงบประมาณให้เบื้องต้น รวมกล้องและอุปกรณ์ ภาพ เสียง ไฟ แบบคุณมาแต่ตัว เบ็ดเสร็จประมาณ 3-4 หมื่นบาท อยู่ที่งบประมาณ​และขอบเขตรูปแบบของงานว่าต้องการคุณภาพขนาดไหน แล้ว Output ออกไปเป็นอะไร 

สำหรับกล้อง ต้องเลือกอย่างไร กล้อง Full frame กล้อง Mirrorless แตกต่างกันอย่างไร สำหรับผู้ประกอบการ SMEs แนะนำซื้อแบบไหนดี

ถ้างาน Live Streaming หรืองานวิดีโอ ไม่มีผลเลย ไม่ว่าจะใช้กล้อง Compact กล้อง Full Frame กล้อง APS-C กล้อง Micro 4/3 เพราะว่าสเกลงานวิดีโอส่วนใหญ่จะเป็น 16:9 ต่อให้ใช้ กล้อง Full frame ซึ่งเซ็นเซอร์ส่วนใหญ่จะเป็นสัดส่วน 3:2 พอถ่ายวิดีโอก็จะตัดบนตัดล่าง ทำให้พื้นที่การรับภาพลดลงมาใกล้เคียงกับเซ็นเซอร์ APS-C คล้ายทีวีสมัยก่อน เวลาดูหนังก็จะมีแถบดำๆ อยู่ด้านบนด้านล่าง เพราะฉะนั้นต่อให้ซื้อกล้อง Full frame ไปถ่ายวิดีโอก็อาจไม่ได้ใช้เต็มประสิทธิภาพ ส่วนกล้อง Micro 4/3 ใช้เต็มเซ็นเซอร์อยู่แล้ว    ถ้าเรื่องวิดีโอขนาดของตัวเซ็นเซอร์เป็นเรื่องของ Depth of Field หรือระยะชัดของภาพมากกว่า คืออยากได้หน้าชัดหลังเบลอไหม ถ้ากล้อง Full frame ก็ทำหน้าชัดหลังเบลอเยอะหน่อย แต่ก็ไม่ใช่คำตอบของงานวิดีโอเสมอไป เนื่องจากว่าบางครั้งเราต้องการระยะชัด ถ้านั่งชัดเฉยๆ อยากให้ข้างหลังเบลอๆ ละลายฉากหลังทิ้ง เพราะว่าฉากหลังเราอาจจะไม่ได้สวย คุณก็ใช้กล้องที่เซ็นเซอร์ใหญ่หรือเลนส์ที่รูรับแสงกว้างๆ เพื่อเบลอฉากหลัง แต่ถ้า Live ในร้าน อยากโชว์ร้านค้าเรา หรือโชว์สินค้าที่วางอยู่ด้านหลัง ก็ไม่จำเป็นต้องทำหน้าชัดหลังเบลอ กล้องเซ็นเซอร์ใหญ่ ๆ ก็ไม่จำเป็น

Key Message ผู้ประกอบการที่จะใช้งานวิดีโอต้องดูอะไรเป็นพิเศษ

ถ้าผู้ประกอบการอยากจะเลือกซื้อกล้องให้ดูที่สเปก อย่างแรกเป็นเรื่องวิดีโอ คือถ่ายวิดีโอด้วยความละเอียดเท่าไร ณ วันนี้ส่วนใหญ่จะเป็น 4K แต่ก็จะมีวงเล็บว่าถ่ายได้กี่นาที ก็ต้องดูให้ดี ถ้าเป็นงานทั่วไปแนะนำว่า Full HD ยังโอเคอยู่ ดูว่าวิดีโอเฟรมเรตเท่าไร ยิ่งมากยิ่งดี เราสามารถเอาทำมาภาพสโลว์โมชันได้

อย่างที่ 2 คือระบบโฟกัส ผมค่อนข้างให้ความสำคัญกับระบบโฟกัส ซึ่งกล้องรุ่นใหม่จะมี Face detection, Eyes detection โฟกัสที่ใบหน้า และดวงตา บางตัวก็มีโฟกัสสินค้าให้อัตโนมัติด้วย ต่อมาอาจจะเป็นเรื่อง Body ตัวกล้อง ความคล่องตัวในการใช้งาน บางครั้งกล้องตัวท็อป กล้องเรือธงมีขนาดใหญ่เกินไป แต่งานของคุณต้องไป Live ที่คาเฟ่ ซึ่งกล้องตัวเล็กอาจจะได้เปรียบกว่า แต่ถ้ารับจ้างทำ Live ต้องการความน่าเชื่อถือ ต้องการประชาสัมพันธ์ว่าทีมโปรดักชันใหญ่ กล้องตัวใหญ่ก็เหมาะสมกับคุณ

การใช้สมาร์ทโฟนกับกล้องดิจิทัล Live หรือ Post ขายของมีความแตกต่างกันอย่างไร 

การทำ Live ด้วยสมาร์ทโฟน อย่างแรก คุณควบคุมแทบไม่ได้ ทุกอย่างโทรศัพท์มือถือคิดให้ อย่างที่ 2 เซ็นเซอร์ของโทรศัพท์มือถือมีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับกล้อง พอเซ็นเซอร์รับภาพไม่ใหญ่ ไปถ่ายในที่แสงน้อยคุณภาพจะตกลงไปเยอะ ภาพจะแตกเป็นเม็ดๆ หรือภาพดูมืด เพราะเซ็นเซอร์ของโทรศัพท์มือถือรับภาพได้ไม่เท่ากับกล้องดิจิทัล แล้วเวลา Live ด้วยโทรศัพท์มือถือ ส่วนใหญ่ก็จะ Live ที่บ้าน ในอาคาร หรือห้องนอน ซึ่งไม่มีแสงสว่างมากพออยู่แล้ว คุณภาพของโทรศัพท์มือถือก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าห่างจากกล้องดิจิทัล เวลาใช้กล้องดิจิทัลทำ Live Streaming เราควบคุมเองได้หมด ไม่ว่าจะเป็นการปรับสปีดชัตเตอร์ รูรับแสง ISO การโฟกัสของกล้องดิจิทัลเร็วและแม่นยำกว่าโทรศัพท์มือถือ เรื่องของการทำ Depth of Field คุมระยะชัดได้

อย่างที่บอกว่าราคาขั้นต่ำของเซ็ตกล้องดิจิทัลพร้อมอุปกรณ์อยู่ที่ 30,000-40,000 บาท ก็พอๆ กับราคาสมาร์ทโฟน 1 เครื่อง แต่กล้องดิจิทัลได้คุณภาพและดูเป็นมืออาชีพมากกว่า

ถูกต้อง คำว่ามืออาชีพมันแตกต่างอย่างชัดเลย ต่อให้ Live ด้วยเนื้อหาเหมือนกันทุกอย่าง คนนึงใช้โทรศัพท์มือถือ อีกคนใช้กล้องดิจิทัล ความน่าเชื่อถือของกล้องดิจิทัลจะมีมากกว่า แสดงให้เห็นว่าคุณลงทุนและจริงจังกับการ Live ได้ภาพลักษณ์ที่ดูดีกว่า ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจสั่งซื้อของลูกค้า

มักจะมีคำบอกต่อกันว่า ลองติดตามเพจ เฟซบุ๊ก หรือแชลแนล ยูทูบ ที่ตัวเองชอบดู แล้วหาว่าเขาใช้อุปกรณ์อะไร เลยชวนพี่ใหญ่ยกตัวอย่างหน่อยว่า เพจ ยูทูบเบอร์ ที่ภาพ เสียง และไฟ ดีเยี่ยมเขาเซ็ตอุปกรณ์กันยังไง

อย่างบังฮาซัน (อนุรักษ์ สรรฤทัย แห่งเพจฮาซัน อาหารทะเลตากแห้ง จ.สตูล) แรกๆ ก็ Live ด้วยกล้องโทรศัพท์มือถือ เขาเองก็อยู่สตูล ก็ไปซื้อกล้องดิจิทัลที่ร้านบิ๊กคาเมร่า หาดใหญ่ เริ่มต้นเขาก็ไม่รู้อะไรเลย เพราะไม่ใช่สายทางนี้ ก็ได้น้องๆ ที่ร้านบิ๊กคาเมร่าแนะนำ ล่าสุดคือซื้อชุดใหญ่เลย มีกล้อง Sony 2 ตัว ชุดไฟของ NiceFoto ไมโครโฟน saramonic แล้วให้ทีมงานบิ๊กคาเมร่าไปเซ็ตอัพให้ที่บ้าน ซึ่งเขาจ่ายไม่อั้น เพราะเขามองว่าเป็นการลงทุนเพื่อให้ได้เงินเยอะขึ้น ที่เขามาออกรายการอายุน้อยร้อยล้าน Live ขายของแป๊ปเดียว ยอดขายของได้ประมาณ 200,000 บาทแล้ว

การมีกล้องดิจิทัลและอุปกรณ์อย่างมืออาชีพเป็นของตัวเองคุ้มค่าอย่างไร

พอเรามีอุปกรณ์ดีๆ จะเริ่มรู้สึกสนุกกับการ Live ผมย้ำอยู่เสมอว่าการมีความสนุกกับการ Live เป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่าคนที่เริ่มต้น Live Streaming ขายของหรือสร้างตัวตนพูดคุย ส่วนใหญ่เริ่มต้นด้วยความกลัว Live ไปจะมีคนดูมั้ย จะมีคอมเมนต์ยัง ฟีดแบ็คจะกลับมาเป็นยังไง ซึ่งทุกคนกลัวอยู่แล้ว แต่ถ้ามาเจออุปกรณ์ Live ที่ไม่ 100% คนบ่นกลับมามืดจังเลย เสียงไม่ชัด จะกลายเป็นว่าเราเสียความมั่นใจ แต่ถ้ามีอุปกรณ์ดีๆ เรื่องการ Live ไม่ต้องห่วงแล้ว ก็จะมีคอมเมนต์ว่าภาพชัด เสียงชัดจังเลย แบบนี้กำลังใจจะมา ความสนุกจะมี แถมความถี่ในการที่คุณจะ Live ก็ทำได้เยอะขึ้น เพราะอุปกรณ์ของเราเอง ซึ่งต่างจากการที่เราอยากได้อุปกรณ์ดี แล้วจ้างคนมา Live ให้ แน่นอนว่าคุณไม่สามารถจ้างมาได้เดือนละ 3-4 ครั้ง หรืออาทิตย์ละ 2 ครั้ง ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูง สู้คุณเซ็ทอัพอุปกรณ์เอง  อีกอย่างหนึ่งคือคุณจะรู้มุมของคุณเอง เพราะกล้องเดิมที่ใช้ประจำ รู้ว่ายกสินค้าต้องยกประมาณนี้ เวลานั่งต้องประมาณนี้จะดูดี การที่มีอุปกรณ์คุณภาพแบบมืออาชีพ งานของเราก็ดูมืออาชีพมากขึ้น ความน่าเชื่อถือก็จะมีมากขึ้น

ฝากให้ข้อคิดหน่อยว่ายุคนี้ปี 2020 ที่การค้าขายออนไลน์เฟื้องฟู การทำการตลาดออนไลน์ก็เป็นเรื่องสำคัญ แล้วทำไมการมีกล้องดิจิทัลและอุปรณ์ถึงเป็นเครื่องมือทำกินที่จำเป็นของ SMEs ไทย

กล้องดิจิทัลเป็นเครื่องมือหากินที่จำเป็นมากๆ ณ วันนี้ไม่มีไม่ได้ เพราะการทำออนไลน์ทุกคนเริ่มต้นที่การถ่ายภาพ ทำวิดีโอ ทำ Live Streaming ถ้าเกิดว่าไม่ทำก็หลุดออกจากตลาดทันที พอเราทำแล้ว การทำให้เท่ากับคนอื่นก็ได้เหมือนกับคนอื่น ซึ่งวันนี้การแข่งขันค่อนข้างสูง คุณทำออนไลน์ ถ้าทำเท่าเขา หมายถึงแพ้เขา คุณจะต้องทำให้เหนือกว่า มีจุดเด่นจุดแข็งมากกว่าคนอื่นเขา เพื่อให้คนหันมาดู เพราะวันนี้คนมีเวลาสนใจเรื่องต่าง ๆ น้อยลง มีคอนเทนต์ให้เลือกเยอะขึ้น คนก็จะเลือกเสพข้อมูลที่คิดว่ามันดีกับเขา เหมาะกับเค้า 

ใครสนใจกล้องและอุปกรณ์ พร้อมรับบริการจัดเซ็ท จาก Big Camera พร้อมราคาโปรโมชั่นพิเศษ สามารถปรึกษาที่นี่ได้เลย คลิก >> m.me/BIGCAMERACLUB