เปิด Platform Online กับการสร้าง Content การตลาดยุคใหม่

177

ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่า Digital Platform นั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับผู้ประกอบการทั้งรายเล็กรายใหญ่ ในเมื่อผู้คนส่วนใหญ่ของประเทศใช้งานสื่อโซเชียล มีเดีย บ่อยครั้งจนแทบจะเป็นช่องทางหลักในการติดต่อสื่อสาร ตั้งแต่ตื่น ทำงาน จนเข้านอน ยิ่งไปกว่านั้นวิกฤตโควิด-19 ที่เกิดขึ้นยิ่งตอกย้ำว่า Digital Platform สำคัญเพียงใด 

ดังนั้นจึงอยากชวนทำความเข้าใจ Digital Platform และ Content การตลาดยุคใหม่ให้มากยิ่งขึ้น การก้าวเข้าสู่ธุรกิจยุคดิจิทัลนั้นมีอะไรเป็นสิ่งสำคัญบ้าง เรียนรู้เกี่ยวกับแพลตฟอร์มต่างๆ  และเจาะลึกการทำคอนเทนต์จากสองกูรูผู้เชี่ยวชาญในการสื่อสารบนดิจิทัล แพลตฟอร์ม คุณทิป-มัณฑิตา จินดา ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัลเจ้าของเพจ Digital Tips Academy และ คุณโชน-พีระวัฒน์ อุรพีพัฒนพงศ์ เจ้าของแฟนเพจธุรกิจ Sme Diy คิดโดย Sme เพื่อ Sme ซึ่งได้ร่วมกันแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ บนเวที BIG CAMERA BIG PRO DAYS 14 “THE REAL CREATOR” ที่ผ่านมา

C:\Users\samsung\Desktop\Big Camera Post PR รูปงาน และ .ppt-20200909T070052Z-001\Big Camera Post PR รูปงาน และ .ppt\Big Camera รูป Post PR\004 B0020633.JPG

อัปเดตแพลตฟอร์ม Social Media ในไทยประจำปี 2020

ปัจจุบันมีแพลตฟอร์มสื่อโซเชียล มีเดีย ให้เราสามารถเลือกใช้งานมากมาย โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ต้องการทำ Online Marketing ช่วยให้มีช่องทางในการต่อติดสื่อสารกับลูกค้า ไปจนถึงปิดการค้าหลากหลาย 

สำหรับสถานการณ์สื่อโซเชียล มีเดีย ในประเทศไทยล่าสุดนั้น คุณทิปได้นำตัวเลขอัปเดตให้ทราบความเคลื่อนไหวต่างๆ และยอดผู้ใช้งานในแต่ละแพลตฟอร์ม ดังนี้

อันดับ 1 Facebook มีผู้ใช้งานในไทยมากที่สุด 50 ล้านราย แบ่งเป็น ผู้ชาย 56% ผู้หญิง 44%
อันดับ 2 LINE มีผู้ใช้งาน 45 ล้านราย ผู้ชาย 65% ผู้หญิง 35%
อันดับ 3 Youtube มีผู้ใช้งาน 40 ล้านราย ผู้ชาย 62% ผู้หญิง 38%
อันดับ 4 Instagram มีผู้ใช้งาน 14 ล้านราย ผู้ชาย 49% ผู้หญิง 51%
อันดับ 5 TikTok มีผู้ใช้งาน ล้านราย 18 ผู้ชาย 35% ผู้หญิง75%
อันดับ 6 Twitter มีผู้ใช้งาน 7 ล้านราย ผู้ชาย 65% ผู้หญิง 35%

C:\Users\samsung\Desktop\Big Camera Post PR รูปงาน และ .ppt-20200909T070052Z-001\Big Camera Post PR รูปงาน และ .ppt\ไฟล์ Present จากวิทยากร\26.08.63\คุณทิป_DGT_big camera_26.08.63.jpg

จากสถิติตัวเลขผู้ใช้งานโซเชียล มีเดีย ในไทยล่าสุดของแต่ละแพลตฟอร์มต่างๆ คุณทิปสรุปถึงเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้น โดย Facebook ยังเป็นแพลตฟอร์มที่ใหญ่ที่สุด อันดับ 1 ของประเทศไทย เรียกว่าคนไทยเดินมา 10 คน 7 คนเล่น Facebook แล้ว 

ส่วน Instagram for facebook ปัจจุบันนี้เติบโตขึ้นเยอะมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง IG Story อีกทั้งจะเห็นว่าผู้หญิงใช้งานเยอะกว่า ขณะที่ Youtube ผู้ใช้งานจะเป็นผู้ชายมากกว่า ขณะที่ TikTok แม้ว่าผู้ใช้งานส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง แต่กลุ่มผู้ชายก็มีการเติบโตเพิ่มขึ้นมากเรื่อยๆ 

สำหรับ Twitter ถือเป็นแพลตฟอร์มที่คนรุ่นใหม่ และคนที่มีอิทธิพลทางความคิดใช้งานอยู่เยอะ ซึ่งจะเชื่อมต่อกันด้วยแฮชแท็ก (#) 

C:\Users\samsung\Desktop\Big Camera Post PR รูปงาน และ .ppt-20200909T070052Z-001\Big Camera Post PR รูปงาน และ .ppt\Big Camera รูป Post PR\005 B0020605.JPG

“ปัจจุบันผู้คนจะเข้าไปคุยเรื่องราวของสิ่งต่างๆ ในแพลตฟอร์ม ซึ่ง Facebook และ IG คือ ‘Look at Me’ สังเกตจากเวลาโพสต์ Facebook จะถามเราว่า What’s on your mind ส่วน Twitter คือ ‘Look at That’ เวลาทวีตจะถามว่า What’s Happening ซึ่งเป็นการคุยเรื่องอื่นๆ”

เทรนด์ที่กำลังมาแรงในโลกโซเชียล มีเดีย ณ ขณะนี้คงหนีไม่คอนเทนต์วิดีโอ ซึ่งทำให้พฤติกรรมการใช้งานของคนก็ย่อมเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน 

“แม้ว่า Youtube เป็นวิดีโอแพลตฟอร์มที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ตอนนี้ Tiktok กำลังมาแรงมาก ซึ่งคำจำกัดความคือ Shot Video สำหรับท่านเจ้าของธุรกิจ บางท่านอาจจะรู้สึกว่า Tiktok เป็นแพลตฟอร์มเอนเตอร์เทนเมนต์ แล้วเราก็ไม่ต้องเต้นด้วย แต่เข้าไปศึกษาดูก่อน ถ้าจะเล่น Tiktok แนะนำให้ลองไปดูแฮชแท็ก #รอบรู้เรื่องธุรกิจ อันนี้จะเกี่ยวข้องกับเราแล้ว” 

นอกจากนี้ เจ้าของธุรกิจคงจะได้ใช้แพลตฟอร์ม LINE Official Account ซึ่งตอนนี้ทำได้ทุกอย่าง ตั้งแต่การสร้าง Awareness กระทั่งปิดการขาย จ่ายเงิน วางบิล เก็บเงิน ไปจนถึง COD 

pasted-image.tiff

เมื่อถามว่า จำเป็นไหมที่เราต้องอยู่ที่แพลตฟอร์ม หรือว่าลูกค้าของเราอยู่ตรงไหนก็ให้ไปตรงนั้น กูรูแห่ง Digital Tips แนะนำเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า

“ชีวิตจริงสำหรับท่านเจ้าของธุรกิจทำทีละหนึ่งแพลตฟอร์มก็เหนื่อยแล้ว ในช่วงเริ่มต้น ถ้ามีเวลาและทรัพยากรจำกัด แนะนำว่าให้โฟกัส วิธีการเลือกคือ สินค้าเราคืออะไร แล้วลูกค้าเราอยู่ในแพลตฟอร์มไหน เราก็เข้าไปชุมนุมอยู่ตรงนั้น ถ้าเป็นเด็กและวัยรุ่นเขาจะอยู่ใน IG และ Twitter ผู้หญิงวัยทำงานจะอยู่ใน IG เยอะ ดังนั้นทำประมาณ 2 แพลตฟอร์มก่อน เมื่อเราเริ่มมีกำลังและเวลามากขึ้นแล้ว ก็ค่อยๆ ขยายต่อ”

C:\Users\samsung\Desktop\Big Camera Post PR รูปงาน และ .ppt-20200909T070052Z-001\Big Camera Post PR รูปงาน และ .ppt\Big Camera รูป Post PR\002 B0020601.JPG

สร้าง Content ด้วยวิธีสร้างความทรงจำ

มักมีคำว่าพูดว่า Content is King ซึ่งปัจจุบันคอนเทนต์ถือเป็นสิ่งสำคัญในการทำค้าขายทางออนไลน์และ Online Marketing  แต่คำถามคือ แล้วเราจะต้องทำคอนเทนต์อย่างไรให้น่าสนใจ? ในเมื่อยุคนี้ทุกคนสามารถทำคอนเทนต์ได้ แต่ทว่าไม่ใช่ทุกคนที่ทำคอนเทนต์แล้วมีคนดู และสามารถขายของได้ ประเด็นนี้ คุณโชน แห่ง Sme Diy คิดโดย Sme เพื่อ Sme  บอกไว้เช่นกันว่า เป็นหนึ่งในคำถามที่หลายท่านสงสัย ว่าจะนำไอเดียและความฝันมาแปรรูปให้เป็นคอนเทนต์ได้อย่างไร 

เขาจึงแนะนำหลักการสำคัญที่ใครก็นำไปปรับใช้ได้ ซึ่งต้องรู้อยู่ 3 ประการ 

1. Project: รู้ว่าจะนำเสนออะไร ? อะไรคือพื้นที่ที่ยังว่างอยู่หรือยังไม่มีใครครอบครองอย่างเบ็ดเสร็จ 
2. Target Group: รู้ว่ากลุ่มเป้าหมายเราเป็นใคร ? 
และ 3. Concept: รู้ว่าจะนำเสนอด้วยอะไร ? อธิบายง่ายๆ คือประโยคที่รวบตึงความคิดไว้ 

คุณโชนยกตัวอย่างการรวบตึงความคิด เป็นต้นว่า หากพูดถึงภาพยนตร์สักเรื่องในหนึ่งประโยค ชวนมาเดาว่าจะเป็นภาพยนตร์เรื่องอะไร

‘ชีวิตของคนที่เป็นตัวตลกทั้งชีวิตแต่เขากับเจอเรื่องราวที่น่าเศร้า’
ใช่แล้ว คำตอบคือ Joker
หรือลองทายดูว่านี่คือศิลปินวงการเพลงคนใด  
‘เส้นทางของเด็กสาวคนหนึ่งที่เริ่มต้นจากเวทีเล็กๆ ในจังหวัดบุรีรัมย์สู่เวทีระดับโลก’
คำตอบคือ Lisa Blackpink 

นั่นคือสิ่งที่เขาชี้ให้เห็นว่า ประโยคหนึ่งประโยคสามารถรวบรวมความคิดและเห็นรายละเอียดได้ ถ้ายังไม่สามารถอธิบายได้ แสดงว่าท่านยังคุยกับตัวเองไม่จบ

“เราต้องมี Marketing Message ก่อน เพราะนั่นคือประโยคที่รวบตึงความคิด ว่าแบรนด์ของเราคืออะไร แบรนด์คือความทรงจำ การกระทำที่เราจดจำได้ ดังนั้น คำถามคือท่านจะสร้างความทรงจำอะไรให้ลูกค้าด้วยคอนเทนต์” 

สำหรับคอนเทนต์ที่จะสามารถสร้างความทรงจำได้นั้น กูรูแห่ง SME D.I.Y. รวบตึงความคิดเอาไว้ว่า คือ ‘เรื่องราวที่ไปเปลี่ยนแปลงความจริง’ จนเกิด ‘ความจริงใหม่’ 

หรือให้จำง่ายๆ ว่า ‘ทราบ แล้ว เปลี่ยน’ 

เปลี่ยนจากเกลียดเป็นรัก จากไม่เคยไว้ใจเป็นไว้วางใจ หรือในทางธุรกิจก็เปลี่ยนจากการใช้เงินที่อื่นมาใช้เงินที่เรา และเปลี่ยนจากการใช้เงินแต่ครั้งคราวมาใช้เงินที่เราตลอดไป

pasted-image.tiff

5 เช็กลิสต์ก่อนโพสต์คอนเทนต์ให้ปังปุริเย่

เมื่อนำความคิดสร้างสรรค์มาแบบรูปเป็นคอนเทนต์แล้ว คำถามต่อไปคือ ก่อนที่เราจะโพสต์ต้องพิจารณาอะไรบ้าง ซึ่งคุณโชนแนะนำว่าการตรวจทานอยู่ 5 รูปแบบ

เริ่มต้นที่ 1. ตรวจไอเดีย การส่งมอบไอเดียผ่านภาชนะที่เรียกว่าคอนเทนต์ ต้องดูก่อนว่าตรงกับที่ท่านต้องการหรือเปล่า
2. ตรวจคำผิด ถ้ามีคำผิด ก็เสียเครดิต
3. ตรวจจังหวะ ว่าถ้าคำพูดติดกัน คนรู้สึกอึดอัด เช่นการแจ้งเบอร์โทรฯ 089 145 5796 แบบนี้เรียกว่าเป็นจังหวะ 
4. ตรวจความคิดตน ว่าท่านกำลังจะเรียกร้องความสนใจหรือส่งมอบคุณค่า
และ 5. ตรวจความคิดผู้อื่น ว่าเห็นแล้วรู้สึกอย่างไร ชื่นชอบหรือไม่ชอบท่าน

สำหรับคำถามที่ว่า สร้างหนึ่งคอนเทนต์ สามารถ Fit-in ได้ทุกแพลตฟอร์มหรือไม่ ทั้งสองกูรูได้ให้คำแนะนำเอาไว้อย่างน่าสนใจ

โดย คุณทิป ย้ำอย่างชัดเจนว่า ‘การทำโซเชียลมีเดีย ‘ไม่ใช่ว่าเนื้อหาเดียวกันจะเหมาะเอาไปลงทุกแพลตฟอร์ม’ ต้องไม่คิดว่าการทำโซเชียลมีเดียคือการเปิดทุกแพลตฟอร์ม แล้วเอาคอนเทนต์เดียวกันไปลง ต้องมีการบิดให้เหมาะ 

ยกตัวอย่าง คนดูวิดีโอใน Facebook Youtube และ Tiktok ก็ไม่เหมือนกัน
 Facebook คนดูเร็วๆ สั้นๆ 
Youtube มีความตั้งใจดูสูงมาก
Tiktok คีย์เวิร์ดที่สำคัญคือ Creative แปลว่าวิธีการเล่าเรื่องจะต้องใส่ความเป็นคิดสร้างสรรค์มากขึ้น 

“การเข้าไปอยู่ในแพลตฟอร์มใด เราต้องเข้าใจ จะทำให้เราทำคอนเทนต์ได้เหมาะในแต่ละแพลตฟอร์มมากยิ่งขึ้น”

C:\Users\samsung\Desktop\Big Camera Post PR รูปงาน และ .ppt-20200909T070052Z-001\Big Camera Post PR รูปงาน และ .ppt\ไฟล์ Present จากวิทยากร\26.08.63\คุณโชน_present at big camera_26.08.63 - 3.jpg

สอดคล้องกับมุมมองของคุณโชน ซึ่งบอกเอาไว้ว่า ไม่มีแพลตฟอร์มใดที่ตอบได้ทุกอย่าง ซึ่งท่านต้องใช้แพลตฟอร์มให้เป็นเพื่อให้เห็นภาพหน้าที่ของแพลตฟอร์มต่างๆ เขาได้เปรียบเป็นตำแหน่งในทีมฟุตบอล กองหน้าสามประสาน FIT นั่นคือ Facebook Instagram และ Twitter  เพราะเป็นแพลตฟอร์มที่เก่งในเรื่องของการสร้าง Awareness เพราะเครื่องมือที่สำคัญคือการแชร์ต่อ ซึ่งคอนเทนต์ไปได้เร็วมาก กองกลาง คือ LINE ที่บุกก็ได้ รับก็ไดี กองหลัง ได้แก่ Youtube Pantip และ SEO และผู้รักษาประตู คือ Website 

“ไม่ได้บอกว่าให้ท่านทำทุกช่องทาง แต่คำถามคือท่านจะเก่งแต่กว้าง หรือเล็กแต่ลึก เก่งแต่กว้างคือทำทุกช่องทาง   ซึ่งก็ดี แต่คำถามคือท่านเป็น SME ตัวเล็ก ไม่มีทรัพยากรเพียงพอ จะดีกว่าไหมถ้าท่านทำ 1 หรือ 2 ช่องทางที่ลูกค้าท่านอยู่จริงๆ”

C:\Users\samsung\Desktop\Big Camera Post PR รูปงาน และ .ppt-20200909T070052Z-001\Big Camera Post PR รูปงาน และ .ppt\ไฟล์ Present จากวิทยากร\26.08.63\คุณโชน_present at big camera_26.08.63 -4.jpg

สำหรับเรื่องความถี่ในการโพสต์คอนเทนต์นั้น คุณทิป แนะนำว่า ‘ให้สม่ำเสมอ’  หากเพิ่งเริ่ม สม่ำเสมอคืออยู่ในเกณฑ์ที่เราทำต่อเนื่องได้ ยกตัวอย่างเช่น สบายใจที่จะโพสต์สักวันละ 1 ครั้ง ก็รักษาให้ได้วันละ 1 ครั้งนะ ทำไปเรื่อยๆ ทุกวัน ถ้าเก่งขึ้นก็ขยับได้ เธอเล่าถึงประสบการณ์ครั้งมีโอกาสสัมภาษณ์เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน แล้วถามไปว่าทำไมทำเพจการตลาดวันละตอน เขาบอกเธอว่า คิดว่าทำวันละตอนแล้วทำไหว แต่ทุกวันนี้เขามีหลายตอนแล้ว ดังนั้น เรื่องความถี่ในการโพสต์ 1. ดูว่าตัวเราเองสม่ำเสมอได้ขนาดไหน 

และ 2. ดูธรรมชาติแพลตฟอร์มร่วมด้วย เช่น  โพสต์ Facebook วันละ 10 ครั้ง ก็อาจจะเยอะไป แต่ถ้าบน Twitter อาจจะทวิต 7-8 ครั้งได้ IG Story ลงแบบไม่ต้องเนียบมาก โพสต์บ่อยหน่อยก็ไม่เป็นไร 

ยุคนี้ต้องเขินอายที่จะทำ Personal Branding

ผู้ประกอบหลายท่านคงเคยได้ยินคำว่า Personal Branding ซึ่งกูรูหลายสำนักต่างประสานเสียงในทางเดียวกันว่าควรทำ แต่ในเมื่อไม่ใช่มืออาชีพ หรือคนเด่นคนดัง บางครั้งบางทีมันก็จะเขินๆ หน่อย แล้วในการทำ Personal Branding ควรจัดการอย่างไรดี ชวนมาดูวิธีการแนะนำจากคุณทิปกันเธออธิบายว่า การสร้าง Personal Branding คือการสร้างความแตกต่าง สร้างความจดจำ แต่มีความเข้าใจผิดในเรื่อง Personal Brand เยอะอยู่เหมือนกัน เมื่อพูดคำว่า Personal Branding ก็มักจะไม่เอา… ฉันไม่ได้อยากดัง… เป็นเหตุผลที่ทำให้คนเก่งๆ หลายคนไม่ยอมเอาตัวเองออกหน้า ซึ่งเธอมี 2 เหตุผลว่าผู้ประกอบการควรต้องทำ 

เหตุผลแรก คือ ‘จำไว้ว่าชีวิตจริง คนซื้อที่คน’ แม้ว่าจะทำโซเชียลมีเดีย แต่อย่าลืมว่าแบรนด์มีคนอยู่ในนั้นเสมอ แล้วคนเรามีความจำจำจัด เพราะฉะนั้น ‘คน’ กับ ‘แบรนด์’ Relate กัน 

“การที่เจ้าของมาออกหน้า ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ อย่าลืมว่าบางครั้งต่อให้เราขายของเหมือนกันทั้งประเทศ สิ่งที่ไม่เหมือนคือคุณ เราอาจจะโดนก็อปปี้ได้ แต่สิ่งเดียวบนโลกนี้ที่ก็อปปี้ไม่ได้นั่นคือตัวคุณ”

เหตุผลที่สอง คือ ‘อย่าไปคิดว่าเป็นเรื่องของการอยากดัง’ คำว่า Personal Brand คือการสร้างคอนเทนต์ คุณค่า และผู้คน ‘คุณค่า’ คือ สิ่งที่เรามี สิ่งที่เรารู้ และสามารถแบ่งปันผู้อื่นได้ เธอชวนให้ลองนึกภาพตามว่า ทุกวันนี้คนชอบมาปรึกษาเราเรื่องอะไร ประกอบอาชีพแล้วมีความเชี่ยวชาญเรื่องอะไร บางครั้งสิ่งที่ตัวเองมีนั้นมีคุณค่าต่อคนอื่น 

ยกตัวอย่างเช่น คุณอาจจะคิดว่าบ้านฉันปลูกต้นไม้เก่งทั้งบ้าน คุณอาจจะไม่รู้ว่ามีคนบนโลกนี้ที่แม้แต่ปลูกถั่วงอกก็ตาย เช่นเธอ เพราะฉะนั้นความรู้ความสามารถของคุณมีคุณค่า ลองเสิร์ชใน Youtube เช่น คลิปวิธีการปลูกมะนาว จะรู้เลยว่าคนดูเป็นล้าน ฉะนั้นทุกอย่างที่คุณมีมันสร้างคุณค่ากับโลกใบนี้ได้ทั้งสิ้น 

‘ผู้คน’ หมายความว่า เราต้องสร้างคอมมูนิตี้ ทำแฟนเพจ มีคนเข้ามาติดตาม เรียกว่าการสร้าง Type หรือเผ่าพันธุ์ หมู่มวลของคนที่เขาชอบเรื่องเดียวกับเรา การสร้างผู้คนในทีนี้ยังหมายความว่าต้องดูแลพวกเขาด้วย ทุกคอนเทนต์ที่ออกไป ต้องเป็นคอนเทนต์ที่คิดแล้วว่าดี

C:\Users\samsung\Desktop\Big Camera Post PR รูปงาน และ .ppt-20200909T070052Z-001\Big Camera Post PR รูปงาน และ .ppt\Big Camera รูป Post PR\006 B0020818.JPG

สอดคล้องกับมุมมองของคุณโชน ที่ย้ำว่า Personal Branding มีความสำคัญ  ยุคนี้การค้าขายใครๆ ก็เข้ามาได้ ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือ ‘สร้างตัวตนให้เป็นแบรนด์’ หมายความว่า ‘เราคือผู้เชี่ยวชาญ’ เขาได้ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า สมมติว่าอยู่บนถนนเดียวกัน หากท่านต้องการกาแฟ ผมขายกาแฟ 20 บาท กับเพื่อนท่านที่ไม่เคยเจอ 20 ปี ขายกาแฟ 20 บาท ท่านจะซื้อใคร แน่นอนว่า คุณต้องซื้อที่เพื่อน เพราะว่าเรามีความทรงจำกับเขาบางอย่าง เช่นเดียวกัน ถ้าเราสามารถให้ความทรงจำกับเขาได้ เขาจะรู้สึกว่าเราโดดเด่น ดึงดูดและแตกต่าง

“Branding คือความทรงจำ ยุคนี้เหมือนเป็น Gladiator อยู่ในสนามที่ไม่รู้ว่าจะมีคู่แข่งเข้ามาเมื่อไร ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราจะต้องครอบครอง 1 ใน 3 ความทรงจำของลูกค้าให้ได้ คือ Branding” คุณโชนสรุปทิ้งท้าย