“ร็อกไอซ์” น้ำแข็งสัญชาติญี่ปุ่น อึดกว่า ละลายช้ากว่า แถมแพงกว่าของไทย แต่ทำรายได้หลักร้อยล้าน!

1266

น้ำแข็งร้อยล้าน! อย่างที่รู้กันว่าน้ำแข็งยูนิตราคาโดยเฉลี่ยตามท้องตลาดจะอยู่ที่ประมาณถุงละไม่เกิน 10 บาท แต่ถ้าใครที่เคยเข้าไปซื้อในร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-ELEVEN หรือซูเปอร์มาร์เก็ต น่าจะตกใจกับน้ำแข็งแบรนด์หนึ่งที่ราคาแพงกว่าทั่วไปถึงเกือบ 2 เท่า นั่นก็คือ “ร็อกไอซ์”

น้ำแข็งสัญชาติญี่ปุ่น ราคา 18 บาท ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นน้ำแข็งสายพันธุ์อึด ถึงราคาจะแพงกว่าของไทยแต่รู้หรือไม่? มีคนจำนวนไม่น้อยที่ยอมจ่ายเงินซื้อ จนทำให้บริษัทมีรายได้หลักร้อยล้านทุกปี! อย่างในปี 2564 ที่ผ่านมา ทำไปได้ถึง 134 ล้านบาท ทำไมเขาถึงกล้าตั้งราคาสูง แล้วยังขายได้?

ร็อกไอซ์ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2516 โดย “Yoshi Kokobo” ด้วยความต้องการเจาะตลาดในไทย โดยเริ่มจากการนำเข้าน้ำแข็งจากญี่ปุ่นผ่านบริษัทตัวแทนในไทย เช่าห้องเย็นและรถสำหรับจัดส่ง ซึ่งแน่นอนว่าวิธีนี้ทำให้บริษัทมีต้นทุนสูงขึ้น จากเดิมที่ขายในญี่ปุ่นก็ราคาสูงอยู่แล้วถึง 85 บาท

ซึ่งถ้าจะให้ขายน้ำแข็งราคาหลักร้อยในไทยเพื่อให้ไม่ขากทุน บริษัทรู้ดีว่ายังไงก็ไปไม่รอด เพราะคงไม่มีใครที่ยอมจ่ายเงินหลักร้อยเพื่อซื้อน้ำแข็ง 1 กิโลกรัมแน่นอน ดังนั้น เพื่อเข้าถึงคนไทย ร็อกไอซ์ตัดสินใจทำกลยุทธ์ “ลดราคา” อย่างบ้าคลั่ง ด้วยการขายน้ำแข็งในราคากิโลกรัมละ 45 บาท

แต่ด้วยราคาที่ก็ยังไม่ได้ตอบโจทย์สำหรับคนไทยขนาดนั้น ประกอบกับช่องทางการจัดจำหน่ายที่ไม่ได้กว้าง ทำให้หลังจากเจาะตลาดในไทย 2 ปี ร็อกไอซ์ตัดสินใจลดราคาอีกครั้ง เหลือกิโลกรัมละ 22 บาท เรียกว่าเป็นการลดราคาที่มากจนอาจทำให้ร็อกไอซ์ขาดทุนอย่างหนักเลยก็ว่าได้

แต่ร็อกไอซ์ก็ยังคงศึกษาตลาดในไทยอย่างต่อเนื่องและเข้าใจมากขึ้น จนในปี พ.ศ.2548 บริษัทตัดสินใจเปิดโรงงานน้ำแข็งร็อกไอซ์ในไทยที่นิคมอุตสาหกรรมบางประอิน จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีคนไทยเป็นหุ้นส่วน ภายใต้ชื่อบริษัทว่า “บริษัทโคคุโบะ ร็อกไอซ์ (ประเทศไทย) จำกัด” ในครั้งนี้ บริษัทตั้งราคาขายน้ำแข็งร็อกไอซ์อยู่ที่ถุงละ 18 บาท

ซึ่งเมื่อเทียบกับแบรนด์น้ำแข็งอื่น ๆ ในร้านสะดวกซื้อของไทย ราคานี้ก็ยังคงแพงกว่าอยู่ดี แต่ในขณะเดียวกัน น้ำแข็งร็อกไอซ์กลับเป็นที่นิยมของคนไทยในจำนวนไม่น้อย โดยปัจจัยที่ทำให้เป็นที่นิยมนอกจากจะเป็นในเรื่องของคุณภาพของน้ำแข็ง ทั้งก้อนน้ำแข็งเป็นสี่เหลี่ยม ไม่ติดกันจนต้องทุบ สะอาด ใส ผ่านกระบวนการผลิตที่พิถีพิถัน มีการควบคุมอุณหภูมิให้ต่ำกว่าการผลิตน้ำแข็งทั่วไปถึง 3 เท่า ใช้หลักการ “Slow Freeze” หรือการแช่ให้แข็งตัวช้า ทำให้น้ำแข็งของร็อกไอซ์ อึดทนต่อสภาพอากาศร้อน มีความหนาแน่น และละลายช้ากว่าน้ำแข็งทั่วไป

อีกทั้งยังบรรจุในถุงลามิเนต 2 ชั้น ด้วยจุดประสงค์ออกแบบให้เป็น Food Grade เพื่อความปลอดภัย รวมถึงป้องกันการรั่วซึม ทำให้แม้จะนำออกมาจากช่องฟรีซ ก็ไม่มีน้ำไหลรั่วซึมออกจากถึง หรือผ่านไปครึ่งชั่วโมงก็มีเพียงหยดน้ำเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งเรียกว่าตอบโจทย์ปัญหาอากาศร้อนและน้ำแข็งละลายเร็วในบ้านเราเป็นอย่างดี

นอกจากนี้ บนถุงน้ำแข็งร็อกไอซ์ยังมีเครื่องหมายเชลล์ชวนชิม ซึ่งปกติเรามักเห็นเครื่องหมายนี้ตามร้านอาหาร แต่ที่มาอยู่บนถุงน้ำแข็งเนื่องจาก ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ เคยกล่าวไว้ว่า มีโอกาสไปชิมอาหารมาแล้วทั่วโลก แต่น้ำแข็งที่สะอาดแบบนี้ เคยเจอแค่ที่ญี่ปุ่นเท่านั้น ที่สำคัญร็อกไอซ์ยังเป็นแบรนด์น้ำแข็งแบรนด์แรกที่มีตราสัญลักษณ์ฮาลาลด้วย

อย่างไรก็ตาม เรียกได้ว่า สิ่งที่ทำให้ “ร็อกไอซ์” สามารถครองใจคนไทยจนทำให้มีรายได้หลักร้อยล้านได้ เป็นเพราะกล้าที่จะนำ Pain Point ของคนไทยที่มักเจอปัญหายังไม่ทันจะถึงบ้าน น้ำแข็งที่ซื้อมาก็ละลายเกือบหมดแล้ว แต่ร็อกไอซ์สามารถตอบโจทย์ปัญหานี้ได้ จึงไม่แปลกว่าทำไมคนไทยถึงยอมเพิ่มเงินอีกนิดหน่อยเพื่อซื้อน้ำแข็งแบรนด์นี้

ที่มา :

https://bit.ly/3pUeDrc