เล่าเรื่อง 3 นาทีให้ได้ใจคน กับ คุณอีฟ ภัทรัดจารินท์ เจ้าของเพจชื่อดัง เกลา นิสัยอันตราย

859

ในยุคที่เต็มไปด้วย Digital Storytelling ไม่ใช่แค่เล่าเรื่องอย่างเดียวแต่ต้องตัดต่อได้ด้วย ทำยังไงให้ในเวลา 3 นาทีกลมกล่อมที่สุด Blogger หรือ Youtuber ที่มีคอนเทนต์ที่ดีต้องเล่าเรื่องให้กระชับ อย่าลืมว่า คนที่ทำอาชีพเดียวกับคุณมีเป็นหมื่นเป็นแสน แต่คนที่จะถูกจดจำได้ คือ คนที่สร้างเรื่องราวได้น่าสนใจที่สุด และสื่อสารได้อินที่สุด ผู้ที่สนใจการเล่าเรื่องผ่านวีดีโอ จึงจำเป็นที่จะต้องรู้วิธีสื่อสารยังไงให้โลกหันมามองคุณ! ให้ได้

3 สายนักเล่าเรื่อง คุณเป็นนักเล่าสายไหน ?

  • สายความรู้  หน้าที่ของนักเล่าเรื่องสายนี้คือ ให้ความรู้ ให้ข้อมูล ชี้แนะ ให้แนวทาง ดังนั้น Content ของสายนี้ควรจะ
    •  ทำตามได้ง่าย ใช้ได้ทันที
    •  กระชับตรงประเด็น
    •  มีขั้นตอนชัดเจน
  • สายข่าว หน้าที่ของนักเล่าเรื่องของสายนี้คือ อัพเดทข้อมูล บรรยายเหตุการณ์ แจ้งข่าวสาร ดังนั้น Content ของสายนี้ควรจะ
    • สั้น กระชับ
    • พูดในสิ่งที่คนสนใจ
    • ข้อมูลที่มาที่ไป
  • สายบันเทิง หน้าที่ของนักเล่าเรื่องของสายนี้คือ  สนุก  เซอร์ไพรส์ ให้พลังงาน  ตัวอย่าง ตามใจตุ๊ด ดังนั้น Content ของสายนี้ควรจะ
    • มีมุก ขำขัน
    • เอ็นเตอร์เทน
    • Sound effect ประกอบคลิป ต้องถึง

หลายๆคนมักเกิดปัญหาเล่าแล้วเรื่องดูลอย เพราะเป้าหมายของเราไม่ชัด ลืมหรือไม่คิดถึคงจุดหมายว่ากำลังพูดให้ใครฟัง คุณอีฟ จึงนำเทคนิคการเล่าเรื่องให้ได้ใจคนใน 3 นาที มาให้ลองไปฝึกฝนและลองทำตามกันดูดังนี้

  1. คำนึงถึงผู้ฟังเป็นที่ตั้ง เรื่องที่เล่าต้องไม่ลอย ไม่สัมพันธ์กับคนฟัง ก่อนที่จะเล่าเรื่องต้องคิดเสมอว่า ฉันกำลังเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง และเมื่อเขาฟังจบ เขาจะต้องคิดแบบไหน รู้สึกอย่างงไร หรือ ทำอะไรต่อไปได้  
  2. Main Idea  ใจความสำคัญ ต้องแข็งแรง สามารถครอบคลุมเนื้อหาความในประโยคอื่นๆได้
  3. Supporting Detail ใจความรอง ส่วนขยายหรือสนับสนุนใจความหลักต้องช่วยให้ใจความหลักชัดเจนขึ้น เนื้อหาควรจะเป็นสาเหตุ ผลที่ตามมา รายละเอียด ลักษระ อาการ วิธีการ หรือประโยชน์ ที่สนับสนุนใจความหลัก
  4. อย่าติดกับดักเล่าเรื่องที่อยากเล่า เรื่องที่เราอยากเล่า นิยามคือเรื่องที่ไม่เปลี่ยนความคิด อารมณ์คนดู
  5. เรื่องที่คนอยากฟัง นิยามคือต้องเป็นเรื่องที่แก้ปัญหาได้ เปลี่ยนอารมณ์ได้ หาจุดตรงกลางระหว่างเรื่องที่เราอยากทำกับเรื่องที่เขาอยากฟัง ให้กลายเป็นเรื่องของเรา
  6. เล่าเรื่องด้วยภาษาที่ฟังแล้วเข้าใจง่าย หลีกเลี่ยงารใช้คำที่ด้านวิชาการหรือศัพท์เฉพาะทางเกินไป ควรมีการอุปมาอุปไมย เปรียบเทียบสิ่งนั้นกับเรื่องที่เข้าใจง่ายหรือใกล้ตัวมากขึ้นเพื่อให้ผู้ฟังเห็นภาพ หรือถ้าสามารถใช้ภาพประกอบการเล่าเรื่องได้จะยิ่งช่วยให้ผู้ฟังนั้นเข้าถึงเรื่องที่เล่าได้มากขึ้น
  7. หาจุดเชื่อมโยงกับชีวิตผู้ฟัง คนมักจะสนใจเรื่องที่เกี่ยวข้อหรือมีผลกระทบกับตัวเอง ดังนั้นการเล่าเรื่องจึงต้องหาจุดที่สามารถโยงไปถึงผู้ฟังให้ได้
  8. เปิดเรื่องด้วยเทคนิคทำให้สะดุ้ง  โดยมีการเปิดด้วยหลากหลายรูปแบบ ดังนี้
    • เปิดเรื่องให้ดู Conflict — แสดงความไม่เห็นด้วย / รูปแบบปฎิเสธ
    • เปิดเรื่องแบบหวงข้อมูล Cut — เว้นช่องว่างให้คนสงสัย/กระตุ้นต่อมเผือก
    • เปิดเรื่องแบบสุนธรภู่ Metaphor — การเปรียบเปรย /ประโยคเปรียบเทียบ
    • เปิดเรื่องแบบรับประกัน Promise  — สัญญาว่าดูจบจะได้อะไร / โชว์ผลลัพธ์ขึ้นก่อน
    • เปิดเรื่องด้วยคำถาม Question – ตั้งคำถามให้คนฉุกคิด
    • เปิดเรื่องด้วยการจี้อารมณ์ — โลภ โกรธ หลง / ทำให้ตลก / ขู่ให้กลัว
  9. จบให้จำ การจบเรื่องให้น่าจดจำจะทำให้คนดูประทับใจ ด้วยเทคนิค
    •  ปิดด้วยการย้ำ Repeat — ย้ำในสิ่งที่เราพูดไปตอนต้นที่อยากให้เขาจำ
    •  ปิดด้วยคำคม — กล่าวอ้างคำคมคนดัง
    • ปิดแบบให้แสงสว่าง Solution — ให้คำแนะนำ / บอกทางแก้
    •  ปิดแบบแม่ค้า Conclusion การมัดรวบยอด —  ถ้าเนื้อหามีข้อมูลเกิน 3 ข้อขึ้นไปต้องทวนสรุป
    •  ปิดแบบอ่อย Question — ตั้งคำถามเอากลับไปคิดต่อ
    • ปิดแบบเด็กเลี้ยงแกะ twist — ทำในสิ่งที่คนคิดไม่ถึง