เขียนโมเดลธุรกิจ พิชิตเงินล้าน Business Model Canvas

4888


สมัยก่อน Business Plan จะอยู่ในหนังสือเล่มหนา ๆ ทำไมบางธุรกิจที่เคยดังในอดีตถึงเงียบหายหรือปิดตัวลงไปแล้วในปัจจุบัน เพราะปรับตัวไม่ทันหรือมัวแต่เสพภาพความสำเร็จจากกำไร? สมัยก่อนถ้าทำตามทุกเงื่อนไขในหนังสือคุณก็มีสิทธิ์ประสบความสำเร็จได้ เมื่อมีคนทำตามตำราหรือทำตามคนที่ประสบความสำเร็จมากขึ้นเรื่อย ๆ เราจึงต้องหาจุดเด่น สร้างความแตกต่าง และหาเครื่องมือที่ทำให้ธุรกิจก้าวไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว อย่างโมเดลธุรกิจ Business Model Canvas

ในงาน workshop ครั้งนี้ เราได้เชิญผู้ที่มีประสบการณ์ในวงการที่ปรึกษาการวางแผนระบบธุรกิจบริษัทชั้นนำมากกว่า 18 ปี คุณบรรณ ภุชงค์เจริญ CEO บริษัท Level Up Holding มาแนะนำโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ ใช้การเปรียบเทียบกับสิ่งรอบตัว ทำให้คุณเข้าใจง่ายมากขึ้น

Hi-Light

  • คุณไม่ต้องทำให้เขารู้สึกดีกับแบรนด์ของคุณเสมอไป ทำให้เขารู้สึกเสียดาย รู้สึกอยากใช้ หรือใช้    ”กลยุทธ์ความกลัว” เช่น กลัวว่าจะพลาด กลัวตกขบวน กลัวตกเทรนด์ ฯ ทำให้เขาอยากซื้อ
  • ความฝันเป็นของฟรี มีเท่าไหร่ก็มี มีให้เต็มที่ คนที่เก่งคือคนที่เอาความฝันมาทำให้เป็นจริงได้
  • ลูกค้าไม่ใช่คนที่จ่ายเงินให้คุณเสมอไป แต่เป็นคนมารับคุณค่า ที่ธุรกิจคุณมีให้
  • ผมไม่เริ่มคิดว่าธุรกิจนี้บริหารยังไง ลูกค้าของผมคือใคร ให้เริ่มคิดว่าอยากให้คุณค่าอะไรกับลูกค้า แล้วเราจะทำเงินตรงนั้นได้อย่างไร
  • สิ่งที่พลาด คือการที่เราคิดว่า จะเอาสินค้าอะไรไปขายดี

เริ่มต้นรู้จัก 4 หัวใจหลักของธุรกิจ

1. ลูกค้าของคุณคือใคร ใครคือคนที่จะต้องมาซื้อของคุณ อย่างห้างสรรพสินค้า ไม่มีใครจ่ายเงินให้ห้างโดยตรง หลายคนอาจตีความว่าห้างเป็นพื้นที่ให้คนมาเช่าขายสินค้า แต่อีกมุมมองหนึ่งคือ ห้างต้องการสร้างคุณค่าอะไรบางอย่าง เพื่อที่จะให้คนเดินเข้ามาในห้างของคุณ

2. ธุรกิจของคุณตั้งใจสร้างคุณค่าอะไรให้กับคน สมมุติไปเดินห้าง นอกจากความสะดวก ความเย็นสบายที่ลูกค้าจะได้รับ คุณค่าอีกสิ่งหนึ่งที่ห้างสร้างก็คือ ให้ลูกค้าเสพความเป็นผู้เลือก เลือกซื้อสินค้าและบริการอะไรก็ได้ คุณค่าที่ห้างให้กับผู้เช่าพื้นที่ คือโอกาสในการขาย ให้กลุ่มลูกค้าและทำเลที่ใช่กับคุณ นั่นคือเหตุผลที่ห้างสรรพสินค้าต้องจัด Event ทำ Midnight Sale สร้างกิจกรรมให้คนเข้ามาในห้างให้ได้ เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณสร้างคุณค่าให้คนมาเสพติด คุณสามารถหาเงินจากตรงนี้ได้

3. คุณตั้งใจให้ธุรกิจนี้ทำเงินจากอะไรบ้าง ต้องมีเป้าหมายให้ชัดเจนว่าธุรกิจที่เราจะทำ อะไรบ้างที่ทำให้เราขาดทุน อะไรที่สามารถทำเงินให้กับเราได้ อย่างห้างสรรพสินค้า มักเป็นโมเดลคลาสสิคของอหังสาริมทรัพย์ ตั้งใจให้ธุรกิจนี้รับเงินจากคนที่ต้องมาจ่ายเงินค่าเช่า

4. ทำอย่างไรให้ให้ธุรกิจนี้เกิดขึ้น ห้างต้องมีระบบบริหารผู้เช่า เก็บค่าเช่า ต้องคอยดูแล จ้างพนักงาน  ต้องมีระบบรักษาความปลอดภัย การตกแต่งให้สวยงาม ถึงจะเข้าตำราว่า คุณจะต้องบริหารธุรกิจอย่างไรบ้าง  วิธีการเข้า Business Model Canvas ไม่ได้เริ่มจาก “ธุรกิจนี้ต้องบริหารอย่างไร” ให้เริ่มจากคำว่า “ลูกค้าของผมคือใคร, อยากจะให้คุณค่าอะไรกับลูกค้า, เมื่อให้จนลูกค้าเสพติดแล้ว เราจะทำเงินจากตรงนั้นได้อย่างไร” เมื่อวงจรนี้เกิดขึ้น การทำธุรกิจก็ง่ายขึ้น

เทคนิคในการเขียน Business Model Canvas

1. จับกลุ่ม Value propositions, Customer relationships and Customer segments ให้อยู่ในหมวดความคิดเดียวกัน ถ้าเราคิดโปรโมชั่นเก่งแต่ทำไม่สำเร็จ เพราะไม่รู้ว่าจะดึงดูดข้อไหน อยากจะทำอะไร การจัดหมวดความสัมพันธ์แบบนี้จะทำให้คิดง่ายขึ้น

2. Channels เราต้องบอกให้ได้ว่าจะส่งคุณค่าสินค้าหรือบริการไปให้กลุ่มเป้าหมายอย่างไร ผ่านช่องทางไหน ที่ไม่ใช่ช่องทางการสื่อสาร

3. จับกลุ่มความสัมพันธ์ Value propositions, Revenue streams and Customer segments ว่าจะขายเป็นสินค้าหรือบริการดี คุณเลือกโหมดได้ว่าจะให้เป็นการซื้อหรือเช่า

4. Customer segments ไม่ใช่ทุกกลุ่มที่จ่ายเงิน อยู่”ที่ว่าคุณจะเลือกกลุ่มไหน

5. Key activities คือการเลือกว่าจะทำอะไร สัมพันธ์กับคำว่า “ดึงดูด ทำเงิน เข้าถึง”

6. เมื่อคุณทำสินค้าและบริการเพื่อเป็นสื่อกลางในการเอาเงินจากคนมา นั้นคือกิจกรรมที่จะเกิดขึ้น เมื่อมีกิจกรรมแล้วก็จะเกิด Key resources ถ้าชัดเจนว่ามีกิจกรรมอะไรแล้ว ดูว่ามีอะถึงจะทำได้ มีคน สถานที่ วัตถุดิบ แบรนด์ได้ไหม?   

7. ให้ใครช่วย บางครั้งคุณคิดว่าจะต้องเป็นคนที่เป็นพันธมิตรกับคุณ ทำดีกับคุณ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเรา ที่จริงแล้วคำพันธมิตร คือคนที่ให้เงื่อนพิเศษกับคุณ ให้ Unfair Advantage คือการได้เปรียบกับธุรกิจที่คนอื่นไม่สามารถเทียบกับธุรกิจคุณได้ อันนี้คือ Key Partner

8. Cost Structure โยงให้ครบว่ามีรายจ่ายในเรื่องอะไรบ้าง เช่น กิจกรรมเพื่อดึงดูดคน, ช่องทาง, เทคนิคในการขายของ   

8 วิธีการทำธุรกิจให้เซกซี่ น่าสนใจ พลิกแง่มุมของธุรกิจให้ได้กำไรมากขึ้น

เพื่อให้เข้าใจง่าย จึงมีการเปรียบเทียบแต่ละวิธีเป็นการขายนมวัว ดังนี้

1. Direct Sales Model เปรียบเทียบเป็นวัวขายตรง เจอใครก็ขาย เป็นความคิด comfort zone ที่ใคร ๆ ก็ชอบคิดเป็นอันดับแรก ขอแค่ให้ได้เงินไปแลกได้เงินตรง ๆ

2. Freemium Model ถ้าใครอยากทานนมให้ทานฟรี แต่ต้องซื้อแก้ว ซื้อถ้วยของร้านเราไป ยกตัวอย่างเช่น แก้วเซเว่น อีเลฟเว่น นับเป็นแก้วที่ขายออก

3. Subscription Model คือการซื้อขายเป็นสัญญาล่วงหน้า ทำให้เรามีลูกค้าประจำ มีรายได้ที่แน่นอน อย่าง Netflix ที่มีการซื้อโปรโมชั่นก่อนดู

4. Franchise Model เรียกว่าวัวยี่ห้อ เปรียบเทียบเป็นการขายนมเหมือนเดิม แต่เอา Branding มาใส่ ทำ Packaging Design ให้ดูดี เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า ตอนแรกเราอาจจะซื้อนมมาในราคา 4 บาท พอเอาแบรนด์มาใส่ก็เพิ่มราคาเป็น 20 บาท

5. Loss Leader model วัวสะกัด ยิ่งเอาออกยิ่งขายแพง ปกติเราขายนมธรรมดา 1 บาท ถ้าเราขายเป็น Low Fat อาจเพิ่มราคาเป็น 20 บาท Lactose Free เพิ่มเป็น 40 บาท ยิ่งสกัด ยิ่งขายแพง อย่างโค้กใส เครื่องสำอางค์

6. On Demand Model วัวทันใจ เมื่อไหร่ที่อยากดื่มนม สามารถกดส่งผ่านแอพ คิดค่าขนส่งเพิ่มขึ้น คีย์ไม่ได้อยู่ที่การขนส่ง คีย์มันอยู่ที่การตอบโจทย์ว่า “ทันใจ” คืออะไร ทำอย่างไรให้ตอบสนองความต้องการที่รวดเร็วของลูกค้า หรือยอมจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อความทันใจ หรือสิทธิประโยชน์อะไรบางอย่าง

7. Buffet Model ถือว่าเป็นวัวยอดฮิตในตอนนี้เลยก็ว่าได้ มีเรื่องเวลากับสถานที่มาเกี่ยวข้อง คุณสามารถกินนมฟรีได้ กินเท่าไหร่ก็ได้ แต่ถ้ากินเกินเวลาจะคิดเงินแพงขึ้น แต่ต้องมาที่ร้านเราเท่านั้น อย่าง E-learning, Shutterstock, โปรโมชั่นโทรศัพท์แบบจ่ายรายเดือน

8. Crowsourcing Model เป็นกลยุทธ์ที่ดี ถ้าเปรียบเป็นวัว ก็คือการที่เราไม่มีวัวสักตัวเลย แต่เราไปขอยืมเงินมาแล้วบอกเจ้าของเงินว่า ถ้าเราได้วัวมา สินค้าล็อตแรกเราจะให้คุณฟรี แต่ถ้าเราผลิตเสร็จจะขอเอาไปใช้งาน เอาไปบริหารเอง อย่าง Grab เป็นธุรกิจที่ไม่ต้องมีสรรพยากรก็สามารถทำได้

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามสัมมนา และ Workshop ฟรี! ครั้งต่อไป ได้ที่ Line : @ryounoi100lan เพิ่มเพื่อนตอนนี้เลย http://bit.ly/2Tq0oMH ช่องทางสำหรับการโปรโมทกิจกรรมและเพื่อรับสิทธิ์ลงทะเบียน ฟรี! ก่อนใคร