การตลาดบน Facebook 5 ขั้นตอน ให้ประสบความสำเร็จ

832

สื่อสังคมออนไลน์ที่คนไทยใช้มากที่สุดคือ Facebook เมื่อเทียบกับสัดส่วนเทียบจำนวนประชากรในแต่ละประเทศ คนที่ใช้โซเชียลมีเดียทำให้ประเทศไทยอยู่ที่อันดับ 8 ของโลก ความหมายคือ เดินผ่าน 10 คน เล่นอินเตอร์เน็ตและเล่น Facebook ด้วยไปแล้ว 7 คน ตัวเลขนี้จึงทำให้เรามองเห็นว่าโอกาสของเรามันมีอยู่ในนั้น เราจะทำอย่างไรให้เราได้เงินจากสื่อสังคมเหล่านี้  วันนี้จึงได้รับคำแนะนำโดยคุณมิว กฤษฎา โรจนโสภณดิษฐ์ เจ้าของเพจ มิว โซเชียล ผู้ช่วยตัวจริงการตลาดออนไลน์ ที่จะมาแนะนำว่า เราจะขายของผ่าน Social Media ได้อย่างไร ให้ประสบความสำเร็จ

  • S-Commerce คือ การขายสินค้าโดยอาศัยมวลชนและสังคม กระตุ้นให้เกิดความอยากและการเกิดซื้อผ่านเทคโนโลยีที่เรียกว่า Social Network 
  • เคล็ดลับการหาจุดขาย คือ ต้องบอกได้ว่า สิ่งที่เรามีดีกว่าคู่แข่งเรายังไง หาสิ่งที่ลูกค้าคาดหวัง หรือสิ่งที่ลูกค้าอยากได้ จากนั้น ตัดสิ่งที่ไม่ตรงกันออก ให้เหลือแต่สิ่งที่ลูกค้าและเราเจ้าของธุรกิจ ที่มองไปในทิศทางเดียวกัน บิดคำเหล่านั้น ดึงมาเป็น Concept และจุดขาย และ Concept ที่ดี คือ เราต้องใช้ได้เฉพาะแบรนด์เราเท่านั้น
  • “จุดขาย หรือ คอนเซ็ป คือจุดร่วม ที่ลูกค้าอยากได้ และธุรกิจของเราตอบสนองความต้องการนั้น พอดี”
  • Content Brand Awareness สร้างการรับรู้ โดยการโพสต์ถี่ๆ บ่อยๆ เน้นจดจำง่าย เอาหน้าเราหรือธุรกิจเรา ออกมาแนะนำให้คนออนไลน์เห็นบ่อยๆ จะทำให้คนที่เห็นตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น
  • Content Ads การโฆษณา ทำให้ดี ไม่ต้องบ่อย วัดผลลับที่ยอดขาย ถ้าทำไม่เป็นจ้าง หาคนมาช่วย หามืออาชีพ 
  • หลักการเขียนคอนเทนต์ สำหรับธุรกิจ ไอเดียง่ายๆ คือเริ่มจาก Snap ต่อด้วย Benefit และจบด้วย Action สามารถนำไปลองกับธุรกิจเราในการเขียนคอนเทนต์ก็ได้

ขาย ใน Social Media

โพสต์ยังไงให้ขายได้ ทำการตลาดอย่างไรให้ได้ยอดขาย  เราจะเรียกสิ่งนี้ว่า Social Commerce ซึ่งเกิดจาก การมีสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต   มี Social Media ที่เป็นตัวกลางในการสื่อสาร จะทำให้เกิด S-Commerce คือ การขายสินค้าโดยอาศัยมวลชนและสังคม กระตุ้นให้เกิดความอยากและเกิดการซื้อผ่านเทคโนโลยีที่เรียกว่า Social Network 

5 ขั้นตอนขายของด้วย Social Commerce

  1. ต้องมี Concept และจุดขาย

ธุรกิจที่ค้าขายส่วนใหญ่ จะต้องมีการขายสินค้าบน Facebook แน่นอน แต่จะทำอย่างไรให้คนรู้สึกว่าต้องมาซื้อที่ร้านเราเท่านั้น หาความแตกต่าง จุดเด่น และ Concept ของธุรกิจเราให้เจอ และเล่ามันออกมาผ่านภาพถ่าย วิดีโอ คำพูด ที่แสดงถึงความจริงใจ น่าเชื่อถือ Concept เป็นเรื่องที่สามารถคิดได้ทุกคน แต่คิดแล้วทำได้จริง ให้คนเชื่อถือ อันนี้มันอยู่ในขั้นตอนของการสื่อสารออกไป ว่าเราจริงใจ ในการสื่อสารกับลูกค้าแค่ไหน

ยกตัวอย่างเช่น น้ำดื่มที่เราดื่มอยู่ทุกวัน เป้าหมายคือ ดื่มเพื่อดับกระหาย แต่ถ้าน้ำดื่มทุกเจ้าใช้แค่ Concept เพื่อดับกระหาย นั่นอาจจะทำให้แบรนด์น้ำดื่มแบรนด์นี้ อาจจะขายไม่ได้ ทุกๆแบรนด์จึงต้องหา Concept ของตัวเองให้เจอ ขายความสวยงาม ความทันสมัยของแพ็กเกจ หรือจะเป็นเรื่องของการรักษ์โลก อีกตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ “ร้านขายเพชร” หลายคนคิดว่าร้านขายเพชรราคาหลักหมื่น หลักแสน ใครจะยอมโอนจ่าย อีกทั้งยังเป็นสินค้าที่จำเป็นต้องลองด้วยตัวเอง ในมุมมองคนส่วนใหญ่คือ ขายไม่ได้แน่นอน แต่ว่าหากเราลองปรับมุมมอง เปลี่ยนแนวคิดอย่างเช่น ขายส่งเพชรแท้ WCG Diamond จุดแข็งคือ ราคาถูก Concept คือ ประมูลเพชรผ่าน Facebook คนที่ประมูลกลุ่มแรกก็คือลูกค้าเก่า ที่แต่เดิมอาจจะต้องนั่งรถจากจังหวัดต่างๆ เพื่อมาดูเพชร แต่พอมีการทำการตลาดผ่าน Facebook Live เขาแทบไม่ต้องเสียเวลา แค่เปิดเข้า Facebook แล้วก็ประมูลเท่านั้น และการทำการตลาดแบบนี้ ยังสามารถเพิ่มยอดขายได้อีกด้วย เพราะเกิดจากการแชร์ เป็นต้น  

เคล็ดลับการหาจุดขาย 

  • ต้องบอกได้ว่าสิ่งที่เรามี ดีกว่าคู่แข่งเราอย่างไร
  • หาสิ่งที่ลูกค้าคาดหวัง หรือสิ่งที่ลูกค้าอยากได้ มาปรับใช้กับสิ่งที่เรามี และให้ไปในทางเดียวกัน
  • หาสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ดึงมาเป็น Concept และจุดขาย ส่วน Concept ที่ดีคือ เราต้องใช้ได้เฉพาะแบรนด์เราเท่านั้น

จึงสรุปได้ดังนี้ “ เราต้องหาจุดขายให้เจอ เล่าให้ลูกอย่างกว้าง สม่ำเสมอตอกย้ำให้จำได้  ยุคนี้ต้อง Video Live”

2.Content แยกเป็น 2 ประเด็นดังนี้ 

2.1. Content Brand Awareness: สร้างการรับรู้ โดยการโพสต์ถี่ๆ บ่อยๆ เน้นจดจำง่าย นำเสนอธุรกิจ ดึงภาพลักษณ์แบรนด์ของเราออกมาให้คนได้เห็นบ่อยๆ จะทำให้คนเกิดการตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น

2.2. Content Ads: การโฆษณา ต้องทำให้ดี แต่ไม่ต้องบ่อย ทำให้เราสามารถวัดผลยอดขาย จากตรงนี้ได้

3. โฆษณา

เมื่อเรามีจุดขาย มีคอนเทนต์แล้ว ถัดมาที่เราต้องทำเป็นลำดับต่อไปคือ “การตลาด” สามารถแบ่งได้ 2 ประเภทดังนี้

3.1. การตลาดแบบฟรี (ลงแรงไม่ลงเงิน) เช่น

  • การแชร์ในกลุ่ม facebook 
  • การโปรโมตผ่านสื่อต่างๆ เช่น pantip.com, บล็อก

3.2. การตลาดแบบเสียเงิน (ลงเงิน ไม่ค่อยลงแรง)

  • ซื้อโฆษณา
  • จ้างรีวิว
  • จ้าง Agency โฆษณา

ทั้งสองประเภทผลลัพธ์ที่ได้ออกมาคือ ต้องการให้คนเห็น เราต้องนึกเสมอว่า หากสินค้าของเราจะขายได้ สินค้าชิ้นนั้นจะต้องมีคนเห็น และมีคนรู้จักก่อน


4. พร้อมปิดการขาย

กระบวนการปิดการขายเป็นกระบวนการที่หลายคนมองข้าม วิธีการที่คนส่วนใหญ่มักใช้ติดต่อกลับไปหาผู้ขายเพื่อใช้สั่งซื้อสินค้า มีดังนี้

  • เข้าไปที่ Inbox ของ Facebook page
  • แชทในไลน์
  • แจ้งซื้อสินค้าผ่านทางหน้า Website

โดยสิ่งเหล่านี้เป็นช่องทางที่สามารถทำให้เราปิดการขายได้ นอกจากคอนเทนต์ดี การโฆษณาดีแล้วนั้น หน้าบเพจของเรา องค์ประกอบต่างๆ ที่ประโยชน์ของการตัดสินใจซื้อได้นั้นก็สำคัญ เช่น การฝากร้าน สินค้าและบริการของเราในกลุ่ม เพจ กระทุู้ต่างๆ แต่อย่าลืมว่า การฝากคือ ทำให้เขารู้จักว่าเราทำอะไร มีบริการหรือสินค้าแบบไหน อยู่ที่ไหน สิ่งที่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยง ได้แก่ อย่าพยายามอวยในธุรกิจตัวเองมากเกินไป เพราะถ้ามันเกินจริง เมื่อเขามาใช้บริการ หรือซื้อสินค้าเราแล้วมันไม่เป็นไปตามที่โฆษณาไว้ เราก็จะโดนลูกค้าตำหนิ และเกิดการไม่เชื่อใจกับแบรนด์ของเรา เป็นต้น หน้าเพจ ก็เป็นสิ่งสำคัญ รูปภาพโปรไฟล์ รูปปกสามารถดึงดูดให้คนสนใจแบรนด์เราได้เช่นกัน  จึงแยกในส่วนของรายละเอียดในหน้าเพจที่สำคัญมากๆ กับการตัดสินใจซื้อได้ดังนี้

4.1. สังเกตการตอบลูกค้า ว่าเร็วแค่ไหน เพจไหนที่มีการตอบข้อความใน Inbox ไว ทาง facebook เขาจะให้สัญลักษณ์สีเขียวๆ มา ซึ่งนั่นแปลว่า เพจของคุณใส่ใจลูกค้า และให้บริการอย่างรวดเร็ว

4.2. ยอดคนกดไลก์เพจ  เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือในระดับหนึ่ง

4.3. ความเคลื่อนไหวในเพจ พยายามอย่าให้มีระยะเวลาของการโพสต์ที่ห่างกันมาก เพราะจะทำให้เพจของคุณดูร้าง ไม่มีความเคลื่อนไหว และไม่น่าเชื่อถือ

4.4. การรีวิว เป็นสิ่งหนึ่งที่การันตีคุณภาพสินค้าและบริการของแบรนด์ได้ เพราะรีวิว เจ้าของเพจไม่สามารถลบออกได้ และรีวิวจากลูกค้าจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ถ้าเราไม่มีการกระตุ้นให้คนมารีวิว วิธีการง่ายๆคือ ให้หาจังหวะในช่วงกระบวนการขายของของเรา ขั้นตอนไหน กระบวนการไหนที่ลูกค้าประทับใจเรามากที่สุด หลังจากนั้นเราค่อยขอให้เขาเข้าไปรีวิว ณ ตอนนั้น

5. การวัดผล

เมื่อธุรกิจของท่านเป็นไปในทิศทางทั้ง 4 ข้อที่กล่าวมาแล้ว  สุดท้ายจะขาดไปไม่ได้เลยคือ การวัดผล ถ้าไม่เกิดการวัดผล ธุรกิจของเราก็มีโอกาสที่จะเจ๊งได้ เพราะเราจะไม่รู้เลยว่า สินค้าของเราที่เราลงโฆษณาไป ขายได้หรือไม่ คุ้มค่าหรือเปล่า ในส่วนของการวัดผลนั้น สามารถทำได้คือ ให้เรากำหนดกรอบการวัดผลคือ รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน แล้วจดบันทึก หาข้อสรุปว่าในแต่ละวันมีการเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง  แล้วสรุปออกมาเป็นรายเดือน ที่ต้องทำแบบนี้เพราะว่า แบรนด์ของคุณต้องมีการโฆษณา มีงบการตลาดเกิดขึ้นแน่นอน 

ถึงแม้ว่าทั้ง 5 ปัจจัยนี้ เป็นอีกตัวช่วยที่จะทำการตลาดออนไลน์แบรนด์ของคุณให้สำเร็จ แต่ถ้าเราเรียนรู้จากการทำซ้ำๆไปเรื่อยๆ ควบคู่ไปด้วย ก็สามารถทำให้คุณชำนาญขึ้น ได้รู้ว่าจุดไหนจะต้องปรับเปลี่ยนแก้ไข และเมื่อไหร่ที่ธุรกิจแรกประสบความสำเร็จ โมเดลนี้เป็นอีกหนึ่งโมเดล ที่จะสามารถนำไปใช้ในธุรกิจอื่นๆได้อีกด้วย

———————————————————————-

ติดตามเพิ่มเติมได้ที่
Facebook : อายุน้อยร้อยล้าน https://m.facebook.com/Ryounoi100lan/
Youtube : อายุน้อยร้อยล้าน http://bit.ly/2YnwtmG
IG : ryounoi100lan http://bit.ly/2UFdwKK
Line : @ryounoi100lan http://bit.ly/2Tq0oMH